collapse

Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NanoSoftTech

Pages: [1] 2 3 ... 102
1
Unix/Linux/FOSS / [Mint] Login Profile Picture
« on: June 24, 2015, 04:46:23 am »
Use 100px X 100px .png


save to /home/user/.face



2
Unix/Linux/FOSS / [Debian] Google Drive Mount
« on: May 31, 2015, 07:10:47 am »

$ sudo apt-get install mercurial
$ hg clone https://code.google.com/p/google-api-python-client


$ cd google-api-python-client
$ sudo python setup.py install
$ sudo python setup.py install_egg_info


$ sudo pip install gdrivefs
$ gdfstool auth -u
Visit URL and copy Auth Code


$ sudo gdfstool auth -a /var/cache/gdfs.creds "Auth Code"


$ sudo mkdir /mnt/gdrivefs
$ sudo gdfs -o allow_other /var/cache/gdfs.creds /mnt/gdrivefs
$ sudo $ gdfstool mount /var/cache/gdfs.creds /mnt/gdrivefs




Make the symlink::


    $ sudo ln -s `which gdfs` /sbin/mount.gdfs


Add the entry to /etc/fstab::


    /var/cache/gdfs.creds /mnt/gdrivefs gdfs allow_other 0 0


Mount::


    $ mount /mnt/gdrivefs




https://github.com/dsoprea/GDriveFS

3

แนะนำ คณะและสาขาที่เปิดสอน ระดับปริญญาตรีในประเทศไทย







1 หมวดมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
คณะสังคมและมนุษยศาสตร์
คณะนวัตกรรมสังคมและนโยบาลแผนใหม่
คณะศิลปศาสตร์
คณะนิเทศศาสตร์                                                                         
คณะนิติศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์
คณะปรัชาและโพธิวิชชาลัย
คณะโบราณคดี
คณะพัฒนาสังคม
คณะจิตวิทยา
 
2 หมวดเศรษฐกิจและบริหารธุรกิจ
คณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี
คณะเศรษฐศาสตร์
คณะคหกรรมศาสตร์


3 หมวดวิทยาศาสตร์และสุขภาพ
คณะคณิตศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล
คณะเภสัชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์
คณะพยาบาลศาสตร์
คณะทัตกรรมศาสตร์                                                                   
คณะสาธารณสุขศาสตร์
คณะวิทยาการแพทย์แผนไทย
คณะกายภาพบำบัด
คณะเทคโนโลยีเครื่องสำอาง
คณะสัตว์ศาสตร์
คณะทัศนศาสตร์
คณะวนศาสตร์
คณะการแพทย์แผนตะวันออก


4 หมวดวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
คณะวิศวกรมศาสตร์
คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและสิ่งเคลือบเซรามิก
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะเทคโนโลยีการพิมพ์
คณะอุตสาหกรรมอัญมณี
คณะโลจิสติกส์และซัพพลายเซน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี
คณะพลังงานและวัสดุ
คณะเกษตรศาสตร์


5 หมวดศิลปะการออกแบบ
คณะสื่อสิ่งพิมพ์และวารสารศาสตร์
คณะสื่อสารมวลชน
คณะดิจิตัลมิเดีย
คณะศิลปกรรมศาสตร์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คณะมัฑณศิลป์
คณะดุริยางค์ศาสตร์
คณะดนตรี








คณะแพทยศาสตร์


แพทย์ เป็นวิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์ เกี่ยวกับการตรวจโรค วินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การผดุงครรภ์ การปรับสายตาด้วยเลนส์สัมผัส การแทงเข็ม หรือการฝังเข็มเพื่อการบำบัดโรค หรือเพื่อระงับความรู้สึก และหมายรวมถึง การทำทางศัลยกรรม การใช้รังสี การฉีดยาหรือสาร การสอดใส่วัตถุใด ๆ เข้าไปในร่างกาย การเสริมสวย หรือการบำรุงร่างกาย แพทย์ที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะเป็นแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติงานทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่มุ่งให้ประชาชนในขาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้า สามารถวางแนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพของชุมชนใช้เทคโนโลยีได้อย่าง เหมาะสม ตามความจำเป็นของผู้ป่วย และสังคม มีมนุษยสัมพันธ์ และทักษะในการสื่อสารตลอดจนมีคุณธรรม และความรับผิดชอบต่อหน้าที่คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา เป็นผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ และมีคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการได้หลังจากจบการศึกษาแล้ว รักและชอบที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์
แนวทางในการประกอบอาชีพ การศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐนั้น รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายโดยตรงต่อนิสิต -นักศึกษา แต่ละคนในอัตราที่สูงมาก ดังนั้นจึงถือว่าผู้ที่เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ เป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน และจะต้องทำสัญญาที่จะปฏิบัติงานตามความต้องการของทางราชการเป็นเวลา 3 ปี (ยกเว้นผู้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน) หลังจากปฏิบัติงานตามความต้องการของทางราชการเพื่อชดใช้ทุนแล้ว แพทย์ที่สนใจสามารถกลับเข้าศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นทั้งทางด้านวิชาการและ วิชาชีพ เช่นหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต หรือเข้ารับการฝึกอบรมในสาขาวิชาชีพหลักสูตร 3 ปี เพื่อวุฒบัตรแพทย์เฉพาะทางของแพทยสภา


คณะทันตแพทยศาสตร์


ทันตแพทยศาสตร ์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเรื่องฟัน อวัยวะในช่องปาก และอวัยวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยออกเสียงและส่งเสริมบุคลิกภาพอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสมบูรณ์ของ ชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะมีความสามารถในการตรวจวินิจฉัย วางแผน และบำบัดรักษาโรคในช่องปากและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบูรณะเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้งมีความสามารถในการป้องกันโรคฟันผุแก่ชุมชน เผยแพร่ความรู้ทางทันตสุขศึกษา และทำการวิจัยทางด้านทันตแพทย ศาสตร์       คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา จะต้องเป็นผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ และมีคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการได้ นอกจากนี้ควรเป็นผู้มีฝีมือปั้นพอสมควร
แนวทางในการประกอบอาชีพ ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต จะมีความรู้ความสามารถในทางทันตกรรม และสามารถประกอบอาชีพได้ ดังนี้
1.เป็น อาจารย์สอนและวิจัย เป็นทันตแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย รัฐวิสาหกิจ สภากาชาดไทย ฯลฯ
2. ประกอบอาชีพสาขาทันตกรรมในคลินิกส่วนตัวและโรงพยาบาลเอกชน


คณะสัตวแพทยศาสตร์




คณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะในการดูแลสุขภาพสัตว์ การบำบัดรักษาป้องกัน และการวินิจฉัยโรคสัตว์ การเพิ่มผลผลิตสัตว์อาหาร และพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งงานด้านการควบคุม และพัฒนาคุณภาพของชีวภัณฑ์ และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ตลอดจนงานสัตวแพทย์สาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วยการป้องกันโรคสัตว์ที่ติดต่อถึงมนุษย์ และการควบคุมสุขศาสตร์อาหารที่ได้จากสัตว์
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา จบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ ควรมีพื้นฐานด้านชีววิทยาเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่มีความพิการและโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา เพราะระหว่างการศึกษาจะต้องเรียนและฝึกงานอย่างมาก ในการรักษาสัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ในท้องที่ต่างจังหวัด และควรเป็นผู้มีความเมตตาต่อสัตว์
แนวทางในการประกอบอาชีพ อาจแบ่งได้เป็น 3 สายงานหลัก คือ
1.สายงานราชการ องค์กร และรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กระทรวงกลาโหม
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ทบวงมหาวิทยาลัย และสวนสัตว์ ฯลฯ
2.สายงานเอกชน ได้แก่ ธุรกิจอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ ธุรกิจผู้ค้า และผู้ประกอบกิจการด้านชีวภัณฑ์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์และอาหารสัตว์ รวมทั้งธุรกิจฟาร์มสัตว์อาหารชนิดต่าง ๆ และสถานประกอบการบำบัดโรคสัตว์
3.ประกอบอาชีพส่วนตัว ได้แก่ เปิดคลินิกรักษาสัตว์ เป็นต้น




คณะสหเวชศาสตร์ / เทคนิคการแพทย์


สหเวชศาสตร์ / เทคนิคการแพทย์ คือ คณะซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์หลายสาขา ในปัจจุบันได้เปิดสอนระดับปริญญาตรีในสาขาต่าง ๆ ดังนี้
1.สาขาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ใช้เทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ วิจัย สุ่มตัวอย่างจากร่างกายมนุษย์ เพื่อนำผลการตรวจไปใช้ในการประเมินสุขภาพ วินิจฉัยโรค ติดตามการดำเนินของโรค และผลของการรักษา
2.สาขากายภาพบำบัด เป็นวิชาชีพที่กระทำโดยตรงต่อร่างกายมนุษย์ในการตรวจ ประเมิน วินิจฉัย บำบัดความบกพร่องของร่างกาย ที่เกิดจากภาวะของโรคและการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ อันเนื่องมาจากความเจ็บปวดและภาวะของโรค การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการแก้ไข และการฟื้นฟูการเสื่อมสภาพความพิการของร่งกายและจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การดัด การดึง การประคบ การนวด การเคลื่อนไหว การออกกำลังตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือ การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด
3.สาขารังสีเทคนิค เป็นวิชาชีพที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการให้บริการทางเทคนิคในการตรวจวิเคราะห์ และรักษาด้วยเครื่องมือทางรังสี รวมทั้งการป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้ป่วย หรือผู้มารับบริการทางเทคนิค ในการตรวจวิเคราะห์และรักษาด้วยเครื่องมือทางรังสี แบ่งออกเป็น
งานทางรังสีวินิจฉัย เช่น จัดนำผู้ป่วย และถ่ายภาพเอกซ์เรย์ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดยกำหนดค่าปริมาณรังสีที่พอเหมาะ (Optimum Exposure Factor) ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย ได้รับปริมาณรังสีน้อยที่สุด ( Minimum Radiation Absorbed Dose) และภาพรังสีที่ได้มีคุณภาพดี
ถ่ายภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยระบบดิจิตอลอิมเมจจิน เช่น เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น โดยจัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม ปรับตั้งโปรแกรม เลือกพารามิเตอร์ ที่ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพดี บันทึกภาพ เก็บข้อมูลและสามารถเรียกข้อมูลกลับมาดูใหม่ได้อย่างถูกต้อง ร่วมมือกับแพทย์ในการตรวจพิเศษทางรังสีวินิจฉัย เช่น การตรวจระบบทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และการตรวจทางรังสีร่วมรักษา เช่น การขยายหลอดเลือด ควบคุมดูแลการใช้งานและ การเก็บรักษาเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์บันถึงภาพทางรังสี เช่น ฟิล์ม น้ำยาล้างฟิล์ม เครื่องล้างฟิล์ม เป็นต้น ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพดีสม่ำเสมอ ตรวจสอบการประกันคุณภาพ และบำรุงรักษาเครื่องมือทางรังสีวินิจฉัย และร่วมรับผิดชอบง่านป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้ป่วย บุคคลที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป งานทางรังสีรักษา เช่น วางแผนการรักษามะเร็งด้วยรังสี โดยกำหนดตำแหน่งและขอบเขตของก้อนมะเร็งด้วยเครื่องจำลองการรักษา เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ และตรวจสอบผลการรักษาเป็นระยะ ๆ ด้วยเครื่องมือดังกล่าว จัดท่าทางฉายรังสีแก่ผู้ป่วยเพื่อฉายรังสีเอกซ์เรย์พลังงานสูง รังสีแกมมา หรืออิเล็กตรอน จากเครื่องกำเนิดรังสีไปยังก้อนมะเร็ง หรือสอดใส่สารกัมมันตรังสีสู่ร่างกายเพื่อทำลายมะเร็งจากการควบคุมระยะไกล และระยะใกล้ จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยในการฉายรังสี เช่น หน้ากาก สำหรับผู้ป่วย อุปกรณ์จับยึดเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหว อุปกรณ์กำบังรังสี เป็นต้น คำนวณหาแผนภูมิการกระจายรังสีของแต่ละพื้นที่การรักษา เพื่อให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด รวมทั้งคำนวณหาเวลาการฉายรังสีที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง ร่วมตรวจสอบการประกันคุณภาพ และบำรุงรักษาเครื่องมือทางรังสีรักษา ร่วมรับผิดชอบงานป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้ป่วย บุคคลที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป
งานทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่น ควบคุมการทำงานเครื่องถ่ายภาพและบันทึกภาพการทำงานของ
อวัยวะภายในด้วยสารกัมมันตรังสี และเครื่องนับวัดปริมาณรังสีจากร่างกายผู้ป่วยที่ได้รับการฉีด การกิน การสูดดมสารเภสัชรังสีเพื่อวินิจฉัย และหรือติดตามผลการรักษาโรค สำหรับเครื่องถ่ายระบบดิจิตอล เช่น SPEC , PET สามารถปรับตั้งพารามิเตอร์ ให้ได้ภาพรังสีที่มีคุณภาพดีที่สุด ประมวลผลภาพและสามารถเรียกข้อมูลภาพกลับมาดูได้อย่างถูกต้อง ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการสร้างภาพและคำนวณค่าทางสรีรวิทยาจากภาพได้อย่างถูกต้อง ใช้วิธีการทางห้องปฏิบัติการร่วมกับสารกัมมันตรังสี ในการวิเคราะห์ตรวจสอบสิ่งที่ส่งมาตรวจจากผู้ป่วย ตลอดจนการควบคุมการทำงานเครื่องนับวัดปริมาณรังสี วัดสิ่งส่งตรวจ แล้วรายงานผลการตรวจ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและพยากรณ์ความรุนแรงของโรค ร่วมตรวจสอบการประกันคุณภาพ และบำรุงรักษาเครื่องมือทางเวชศาสตร์ นิวเคลียร์ ร่วมจัดระบบการเก็บสารกัมมันตรังสี การกำบังรังสี การป้องกันการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีระหว่างคน เครื่องมือ และสิ่งแวดล้อม การกำจัดกากกัมมันตรังสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ร่วมรับผิดชอบงานป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้ป่วยบุคคลที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป
4. สาขากิจกรรมบำบัด เปิดการศึกษาเพื่อผลิตนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งเป็นบุคคลากรหนึ่งในทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู ที่มุ่งเน้นให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันความพิการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพในผู้ที่มีความเสื่อมสมรรถภาพ หรือความพิการทางด้านร่างกาย จิต สังคม พัฒนาการ การรับรู้ และความรู้ความเข้าใจ ด้วยวิธีการทางกิจกรรมบำบัด ซึ่งได้แก่ การใช้กิจกรรมที่ได้วิเคราะห์โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การใช้เครื่องพยุงส่วนของร่างกาย หรืออุปกรณ์ช่วยต่าง ๆ รวมทั้งการใช้เทคนิคพิเศษในการบำบัดรักษาเฉพาะทาง เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยอิสระ นักกิจกรรมบำบัด จะให้การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาดังต่อไปนี้ ด้านพัฒนาการ ด้านอายุรกรรม ด้านศัลยกรรม ด้านระบบประสาท ด้านกระดูกและข้อ ด้านจิตเวช ด้านผู้สูงอายุ โดยมีขอบเขตความรับผิดชอบดังนี้ ช่วยตรวจสอบค้นหาข้อบกพร่อง รวมทั้งให้การบำบัดรักษาในเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ช่วยกระตุ้น ฟื้นฟูและส่งเสริมความสามารถในผู้ที่มีปัญหาด้านการรับรู้ และการเรียนรู้ สอนและฝึกหัดกิจวัตรประจำวัน เช่น การเคลื่อนย้ายตัว สุขอนามัยส่วนบุคคล การรับประทานอาหาร เป็นต้น ให้การรักษาพิเศษ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถทางกาย ได้แก่ เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เพิ่มความทนทานในงาน สหสัมพันธ์ในการทำงาน เป็นต้น รวมถึงการดัดแปลงอุปกรณ์ช่วย อุปกรณ์เสริมและเทียมให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยรวมทั้งฝึกหัด การใช้และการดูแลรักษา ดัดแปลงสภาพบ้าน และขจัดสิ่งกีดขวางทางสถาปัตยกรรม ให้การรักษาพิเศษ แก่ผู้ที่มีปัญหาด้านจิตสังคม อารมณ์และพฤติกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยโรค ช่วยลดหรือขจัดแรงขับทางอารมณ์ แก้ไขและปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับความเครียดหรือความวิตกกังวล ประเมินสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ การปรับตัวให้เข้ากับสังคม ความสนใจงาน นิสัยในการทำงาน รวามทั้งปรับปรุงทักษะ และศักยภาพในการประกอบอาชีพ แนะนำโปรแกรมการใช้ชีวิตและการปรับตัวภายหลังการเกษียณให้แก่ผู้สูงอายุ
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ ควรเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ และชีววิทยา มีจิตใจรักในเพื่อนมนุษย์ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตวิทยา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความรับผิดชอบสูง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลป์ได้ตามสาขาที่ สำเร็จการศึกษา สามารถรับราชการในโรงพยาบาลและหน่วยงานของรัฐและเอกชน หรือประกอบอาชีพอิสระได้ ปัจจุบันสาขาต่าง ๆ ทางเทคนิคการแพทย์เป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลนที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก และสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเอกได้หลายสาขา




คณะพยาบาลศาสตร์


พยาบาลศาสตร์ เป็นการศึกษาที่เน้นหนักในการให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้ป่วยทางกาย หรือทางจิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพและผู้สูงอายุ การให้บริการด้านพยาบาล คำนึงถึงความต้องการของคนไข้ ตามลักษณะของโรคที่เป็น สังเกตและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของคนไข้ รายงานให้แพทย์ทราบถึงอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ช่วยคนไข้ให้ปรับตัวเข้ากับภาวะขัดข้องใด ๆ ที่อาจเกิดจากการเจ็บป่วย จัดให้คนไข้มีสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขอนามัย ป้องกันและควบคุมการเผยแพร่ของโรคติดเชื้อ สอนคนไข้และประชาชนทั่วไปให้รู้จักรักษา และส่งเสริมสุขภาพ ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ฝายการแพทย์ แลอนามัยแขนงอื่น ๆ ในด้านบริการคนไข้
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
1.มีความรู้พื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี จบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์
2.มีสุขภาพกายและจิตดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่รังเกียจผู้ป่วย มีเมตตากรุณา และมีความรักในเพื่อนมนุษย์
3.เสียสละทั้งด้านเวลาและตนเองให้แก่ผู้ป่วยทุกคน มีความอดทน อดกลั้น
แนวทางในการประกอบอาชีพ
รับราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือทำงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ รายได้ค่อนข้างดี ศึกษาต่อระดับปริญญาโท และเอกสาขาพยาบาลศาสตร์ได้ทั้งในและต่างประเทศ




คณะเภสัชศาสตร์




  เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับยารูปแบบต่างๆ เพื่อให้สะดวกและเหมาะสมในการให้บริการทางยา ไม่ว่าจะเป็นการปรุงยาหรือผลิตโดยสังเคราะห์ กึ่งสังเคราะห์ หรือประดิษฐ์ จากแหล่งกำเนิดธรรมชาติให้ได้มาตรฐานถูกต้อง การตรวจ พิสูจน์ การเลือกสรรพคุณยา การเก็บรักษาผู้ที่ศึกษาทางด้านนี้ควรจะเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มใช้ความ คิดในการวินิจฉัยมนุษย์สัมพันธ์ดี สนใจวิทยาศาสตร์ทางด้านชีวภาพ มีความรับผิดชอบสูง ละเอียดรอบคอบ การเรียนจะต้องเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ 2 ปีแรก อีก 3 ปีต่อมาจะเรียนวิชาชีพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานโดยวิชาชีพได้แก่ เทคนิคเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เภสัชอุตสาหกรรม อนินทรีย์ เภสัชวิเคราะห์ เภสัชเคมี
ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านนี้จะสามารถทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนี้
1. เภสัชกรผู้ผลิตหรือผู้ควบคุมคุณภาพในโรงงานเภสัชกรรม
2. ผู้ควบคุมมาตรฐานอาห่ารและยาบริสุทธิ์
3. นักวิเคราะห์ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หรือสถาบันวิจัยต่างๆ
4. เภสัชกรชุมชนในร้านขายยาทั่วไป
5. ผู้บริหารการจำหน่ายยา




คณะวิทยาศาสตร์




วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์สะสมมาแต่อดีต จวบจนปัจจุบันและต่อไปถึงอนาคตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เริ่มแต่ธรรมชาติรอบ ๆ ตัว จากองค์ประกอบที่เล็กที่สุด ไปจนถึงใหญ่ที่สุดในเอกภพ ในแง่ที่ว่าสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติมีความเป็นมาอย่างไร สัมพันธ์กันหรือไม่ ลำดับการพัฒนาเป็นอย่างไร มีระเบียบแบบแผนและหลักเกณฑ์หรือไม่ การเรียนวิทยาศาสตร์อาศัยรากฐานของการสังเกต การตั้งสมมติฐาน โดยใช้หลักปรัชญาและตรรกวิทยา พยายามสังเกตและวัดปริมาณเป็นตัวเลขออกมา เพื่อความแม่นยำ โดยอาศัยหลักทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นส่วนสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์ คือ การเรียนเกี่ยวกับเทคนิคในการสังเกตและการทดลอง ผนวกกับการประยุกต์ความรู้ทางคณิตศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ แบ่งสาขาการเรียนออกเป็น สาขาต่าง ๆ ดังนี้
1. สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ โดยเน้นทั้งในด้านทฤษฎีและการนำไปใช้ เน้นหนักการศึกษาเพื่อให้รู้คุณค่าของคณิตศาสตร์ในการคิด มีเหตุผลทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ สามารถนำไปประยุกต์ในการดำเนินงานวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้มาก
2. สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ศึกษาเกี่ยวกับหลักการเขียนโปรแกรมและการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ การวิเคราะห์และออกแบบ ระบบการจัดการฐานข้อมูล ระบบควบคุมการดำเนินงานสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ การสื่อสารข้อมูลและข่ายงานคอมพิวเตอร์
3. สาขาวิชาเคมี ศึกษาเน้นหนักด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของ สารอนินทรีย์และสารอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอะตอมถึงระดับโมเลกุล เพื่อให้ผู้เรียนเคมีสามารถศึกษาขั้นสูงต่อไป และนำไปประยุกต์ในการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเคมีในทางอุตสาหกรรมทั้งหลายได้
4. สาขาวิชาฟิสิกส์ เป็นวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำคัญยิ่งวิชาหนึ่งที่หยั่งลึกลงไปในธรรมชาติของสสาร และพลังงาน
5. สาขาวิชาชีววิทยา จะศึกษาเน้นทางด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงระดับชีวิต และสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
6. สาขาวิชาสัตววิทยา จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับสัตววิทยาทั่วไป อนุกรมวิธานสัตว์ วิวัฒนาการของสัตว์ สัตว์ภูมิศาสตร์ กายวิภาคเปรียบเทียบสัตว์คอร์เดท สัตว์มีและไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และวิชาเฉพาะเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์และสรีรวิทยาสัตว์ จุลกายวิภาคศาสตร์ การพัฒนาตัวอ่อน ฮอร์โมน พยาธิของสัตว์ รวมทั้งวิธีการเก็บรักษาตัวอย่างสัตว์ด้วยการทำสไลด์ถาวร การดองใสสัตว์ และการสตัฟฟ์สัตว์
7. สาขาวิชาพฤกษศาสตร์ เน้นหนักเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะการเจริญเติบโต การดำรงชีวิต การสืบพันธุ์ การขยายพันธุ์ ความสัมพันธ์ของพืชกับสิ่งแวดล้อม วิวัฒนาการของพืช การจัดจำแนกหมวดหมู่พันธุ์ไม้ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เภสัชกรรม
8. สาขาวิชาพันธุศาสตร์ เน้นหนักเกี่ยวกับการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ ความแตกต่างของลักษณะที่มีสาเหตุเนื่องมาจากสารพันธุกรรมทั้งในคน สัตว์ และ พืช ตลอดจนศึกษาเชิงพฤติกรรมของสารพันธุกรรมระดับโมเลกุล และโครงสร้างของสารเหล่านั้น ความรู้ในสาขาวิชานี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแนะนำ ป้องกันและรักษาโรคที่เนื่องมาจากพันธุกรรมของคนและสัตว์ อีกทั้งนำไปปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มผลผลิต ตลอดจนใช้ปรับปรุงคุณภาพของวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร และการเภสัช
9. สาขาวิชาเคมีวิศวกรรม เน้นหนักใน 2 สาย คือ
สายเคมีวิศวกรรม ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการควบคุมการผลิตเคมีภัณฑ์ และเครื่องอุปโภคบริโภค ที่ต้องใช้กระบวนการเคมี ตลอดจนการออกแบบและการควบคุมการทำงานของเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เครื่องปฏิกรณ์เคมี หอกลั่นลำดับส่วน เครื่องต้มระเหย เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และ
สายเทคโนโลยีทางเชื้อเพลิง ศึกษาด้านอุตสาหกรรมน้ำมันก๊าชธรรมชาติ เชื้อเพลิงแข็ง และพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ การประหยัดพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน
10. สาขาวิชาธรณีวิทยา เน้นหนักเกี่ยวกับทรัพยากรธรณี เช่น แร่ หิน เชื้อเพลิงธรรมชาติ น้ำ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างทั้งการสำรวจ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และศึกษาเกี่ยวกับโลกทั้งทางเคมีและภายภาพ เช่นแผ่นดินไหว ธรณีเคมี
11. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป เน้นการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลายสาขาวิชา เป็นการศึกษาแบบบูรณาการ
12. สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล เน้นเกี่ยวกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อมของท้องทะเลและมหาสมุทร ตลอดจนการนำทรัพยากรจากท้องทะเลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งเป็น 2 สายวิชา คือ สมุทรศาสตร์สกายะและเคมี และสายชีววิทยาทางทะเลและประมง
13. สาขาวิชาชีวเคมี ศึกษาเกี่ยวกับชีวเคมีพืช ชีวเคมีสัตว์ ชีวเคมีสิ่งแวดล้อม ชีวเคมีประยุกต์ในการเกษตรและอุตสาหกรรม และชีวเคมีทั่วไป ซึ่งเป็นวิชาที่กล่าวถึงโครงสร้างสมบัติการทำงานและการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ของชีวโมเลกุลในพฤติกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต
14. สาขาวิชาวัสดุศาสตร์ ศึกษา 2 ทาง คือ ทางเซรามิกส์ ซึ่งเน้นกระบวนการผลิตวัสดุภัณฑ์ ตลอดจนการใช้งานของผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมด้านวัสดุคาบเกี่ยว อีกทางหนึ่ง คือ ทางโพลีเมอร์ ซึ่งเน้นกระบวนการในอุตสาหกรรมด้านโพลีเมอร์ เส้นใย สิ่งทอ พลาสติก สีและวัสดุเคลือบผิวต่าง ๆ
15. สาขาวิชาจุลชีววิทยา ศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ ได้แก่ รา แบคทีเรีย และไวรัส โดยนำไปประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม การเกษตร การอาหาร การแพทย์ และการสาธารณสุข ตลอดจนปรับปรุงมลภาวะและสภาพแวดล้อม
16. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทางภายถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ ศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการถ่ายภาพ และเทคโนโลยีการพิมพ์
17. สาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาหาร มี 2 สายได้แก่
สายเทคโนโลยีทางอาหาร ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแปรรูปและการถนอมอาหาร โดยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง และ
สายเทคโนโลยีทางชีวภาพ ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตสารชีวเคมี ซึ่งได้จากสิ่งมีชีวิต และการนำเอาชีวเคมีไปประกอบในอุตสาหกรรมอาหาร การผลิตเอนไซม์ และการผลิตสารปฏิชีวนะ
18. สาขาวิชาสถิติ ศึกษาเกี่ยวกับสถิติทั้งทฤษฎีและประยุกต์ในสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนการทดลอง การสุ่มตัวอย่าง สถิติควบคุมคุณภาพ การวิจัยดำเนินการ สถิติประกันภัย สถิติธุรกิจ การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์
19. สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ศึกษาสุขภาพอนามัยและการสาธารณสุขทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับวินิจฉัยชุมชน การวางแผนงาน การดำเนินงาน การตรวจสอบ และการประเมินผลงาน ตลอดจนสามารถเป็นผู้นำและผู้ประสานงานด้านสุขภาพอนามัยและการสาธารณสุข อีกทั้งสามารถพัฒนาตนเองด้านวิชาการในระดับสูงต่อไป เน้นหนักเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ กระบวนการเกิดโรค การระบาดของโรค และปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ชุมชน และอุตสาหกรรมรวมถึงกระบวนการเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการควบคุมป้องกัน รักษาและส่งเสริมสุขภาพอนามัย
20. สาขาวิชาเทคโนโลยีชนบท ศึกษาในด้านเทคโนโลยีชนบท เพื่อช่วยส่งเสริม พัฒนา ดัดแปลง เสริมสร้างเครือข่ายและขบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชนบทต่อไป หลักสูตรจะอยู่ในรูปของสหวิชา ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ คัดเลือก ให้คำแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการพัฒนาชนบท ในสายวิชาพัฒนาแหล่งน้ำ แรงงานโยธา เครื่องจักรกลการเกษตร อุตสาหกรรมขนาดย่อมและพลังงานชนบท อีกทั้งมีความรู้ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสังคมอย่างเหมาะสม
21. สาขาวิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป ศึกษาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางนิวเคลียร์ รังสีสุขภาพ และการป้องกัน เทคนิคการวัดรังสี ชีววิทยารังสี รังสีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสี รังสีและการกลายพันธุ์ การวิเคราะห์โดยวิธีทางนิวเคลียร์ การใช้รังสีและไอโซโทปในการเกษตร เวชศาสตร์นิวเคลียร์ เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา ต้องจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ มีความสนใจด้านการค้นคว้า ทดลอง และเป็นคนช่างสังเกต
แนวทางในการประกอบอาชีพ รับราชการ เช่น เป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์ในสถาบันการศึกษา กระทรวงต่าง ๆ สามารถประกอบอาชีพในธุรกิจเอกชน โรงงานอุตสาหกรรม โดยทำหน้าที่เป็นนักเคมี นักวิเคราะห์ระบบ นักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ และสามารถศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ


คณะสาธารณสุขศาสตร์




สาธารณสุขศาสตร์ให้ความรู้เกี่ยวกับงานด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนทั่วไปจำแนก งานได้4ประเภท คือ   1.นักสุขาภิบาล เกี่ยวกับงานสุขาภิบาล และสิ่งแวดล้อม
2.เจ้าหน้าที่สุขศึกษาสาธารณสุข เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขศึกษา
3.เจ้าหน้าที่โภชนาการสาธารณสุข เกี่ยวกับงานด้านโภชนาวิทยา
4.นักวิทยาศาสตร์อาชีวอนามัย เกี่ยวกับงานด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย
การศึกษาเน้นการป้องกันโรค การควบคุมโรค และส่งเสริมสุขภาพ วิชาที่ศึกษาจะมีหมวดวิชาที่สำคัญ ๆ คือ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการสาธารณสุข และมีสาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย โภชนาวิยา สุขศึกษา อาหารและโภชนาการ และสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์
แนวทางในการประกอบอาชีพ ปฏิบัติงานได้ในกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภาคเอกชน ในสถานบริการสาธารณสุข โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ศึกษาต่อ่ในระดับปริญญาโท และเอก




คณะวิศวกรรมศาสตร์


  วิศวกรรมศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการนำวิทยาการและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ คิดค้น ออกแบบ และประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาดัดแปลงและปรับปรุงเพื่อยกระดับ มาตรฐานการครองชีพของมนุษย์ให้ดีขึ้น การศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต้องมีพื้นฐานที่ดีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และมีความถนัดเชิงวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการต่อไปในภายภาคหน้า มีสาขาดังนี้
1.สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องการวิเคราะห์ การออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ที่นำเอาความรู้ทางด้านระบบดิจิตอลมา ประยุกต์ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ได้ และเกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์
2.สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี เกี่ยวข้องกับการออกแบบ จัดสร่ง และกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรมเคมีต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติก ยาง กระดาษ แก้ว เซรามิกส์ ปูนซิเมนต์ เส้นใย เครื่องอุปโภค บริโภค และสารเคมีพื้นฐาน เช่น กรด ด่าง แก๊ส สารละลาย เป็นต้น โดยศึกษาหลักการของกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนผสม สถานะ ภาวะ และลักษณะสมบัติของวัตถุดิบไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามต้องการอย่าง ปลอดภัย และประหยัด โดยเน้นการออกแบบอุปกรณ์ และโรงงาน กระบวนการอุตสาหกรรมเคมี การควบคุมปฏิกรณ์เคมีและกระบวนการ การคำนวณดุลมวล และพลังงาน ตลอดจนเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม
3.สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ศึกษาการวิเคราะห์ และออกแบบชิ้นส่วนเครื่องจักร และสิ่งประดิษฐ์ ออกแบบแปลนการติดตั้ง ควบคุมการใช้งาน ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ระบบความเย็น ระบบปรับภาวะอากาศ หม้อไอน้ำ กังหันไอน้ำ และระบบท่อประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางด้านประหยัดพลังงาน และพลังงานทดแทนประเภทต่าง ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เครื่องยนต์ เชื้อเพลิงผสม เป็นต้น
4.สาขาวิศวกรรมเรือ การศึกษา วิเคราะห์ การออกแบบ รวมทั้งการผลิตและการประกอบพาหนะทางน้ำชนิดต่าง ๆ ตลอดจนถึงการออกแบบระบบต่าง ๆ ภายในตัวเรือ เช่น ระบบขับเคลื่อน ระบบท่อ ระบบปรับอากาศ รวมถึงโครงสร้างข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ท่าเรือ อู่ต่อเรือ จึงเป็นวิชาชีพที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิศวกรรมสาขาอื่น ๆ เช่น วิศวกรรมโยธา เครื่องกล ไฟฟ้า อุตสาหกรรม โดยมีลักษณะที่นำเอาความรู้ในสาขานั้น ๆ มาประยุกต์ใช้ในทางเรือ
5.สาขาวิศวกรรมยานยนต์ เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีพื้นฐานความรู้ทางวิศวกรรมเครื่องกลมาประยุกต์ใช้ใน ด้านการออกแบบและด้านการผลิต มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิต และรู้จักการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพและรองรับความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมรถ ยนต์ในปัจจุบันที่มีอยู่มากมาย
6.สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า การวิเคราะห์ ออกแบบ และสร้างสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์และระบบไฟฟ้ากำลัง ไฟฟ้าสื่อสาร อีเล็กทรอนิคส์และระบบควบคุม โดยเน้นหนักด้านประสิทธิภาพในการทำงาน ความเชื่อถือได้ ความปลอดภัย ความประหยัดของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว และเกี่ยวกับการใช้งาน การตรวจสอบวัสดุสิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์ ระบบดังกล่าวด้วย
7.สาขาวิศวกรรมโยธา ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคของประเทศ ซึ่งครอบคลุมวิชาการด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ได้แก่ วิศวกรรมสำรวจ เพื่อการจัดทำแผนที่จากภาคสนาม การสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายจากดาวเทียม วิศวกรรมโครงสร้าง เกี่ยวกับหลักกลศาสตร์ของวัสดุและโครงสร้าง การทดสอบคุณสมบัติทางกล และกำลังของวัสดุทางวิศวกรรม การวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้างไม้ เหล็ก คอนกรีตเสริมเหล็ก และคอนกรีตอัดแรง
วิศวกรรมปฐพี เกี่ยวกับพฤติกรรมทางวิศวกรรมของดิน และหินเพื่อเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างบนดิน ใต้ดิน และเป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น อาคาร ถนน อุโมงค์ เขื่อนดิน
วิศวกรรมขนส่ง เกี่ยวกับการคมนาคมทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ การออกแบบทางระบบการจราจร ระบบขนส่งมวลชน การบริหารการก่อสร้าง เกี่ยวกับการวางแผนงานก่อสร้าง การจัดการขนส่ง เครื่องจักรกล บุคลากรและการเงินในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
8.สาขาวิศวกรรมโลหการ เป็นศาสตร์และศิลปะในการสกัดโลหะจากสินแร่ของมันแล้วทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น หลังจากนั้นจัดเตรียมและทำให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน
9.สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงสภาวะแวด ล้อม และสร้างที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยและการพัฒนาของมนุษย์ ขอบเขตวิศวกรรมสุขาภิบาล ยังครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาสุขอนามัยภายในโรงงานอุตสาหกรรม การขจัดมลพิษและมลภาวะของน้ำ อากาศ และอื่น ๆ อันสืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรมและการอยู่อาศัย ในสาขาวิชานี้มีการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนป้องกันและรณรงค์กับมลภาวะต่าง ๆ ของสภาวะแวดล้อม
10.สาขาวิศวกรรมสำรวจ เกี่ยวกับการวางแผน การรังวัด การคำนวณและวิเคราะห์รายละเอียดของพื้นผิวโลก เพื่อนำมาใช้ในการทำแผนที่ แผนผังหรือกำหนดค่าพิกัด ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นสำหรับงานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมต่าง ๆ เช่น การออกแบบทางหลวงและเขื่อน การรังวัดที่ดิน งานชลประทาน งานปฎิรูปที่ดิน งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และผลิตผลทางเกษตร และงานผังเมือง
11.สาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ เกี่ยวข้องกับการผลิตแร่ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่งเพื่อ นำมาใช้พัฒนาประเทศ
12.สาขาวิศวกรรมปิโตรเลียม เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในการพัฒนาประเทศ
13.สาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม เกี่ยวข้องกับการวางแผน วิเคราะห์และควบคุมระบบการผลิตต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม และการบริหารทางธุรกิจ โดยเน้นหนักเรื่องการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนการผลิต ศึกษาแก้ไขปัญหาทางการผลิต และปัญหาต่าง ๆ ของโรงงานอย่างมีระเบียบแบบแผน การวางแผนและการควบคุมการผลิต อีกทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างโรงงานกับฝ่ายบริหารด้วย
14.สาขาวิศวกรรมวัสดุ ศึกษาเกี่ยวกับความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งมุ่งเน้นเนื้อหาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของวัสดุ ทั้งการใช้งานและการพัฒนาทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้หลักสูตรได้ครอบคลุมวิชาหลักที่สำคัญ ๆ ได้แก่ โครงสร้าง สมบัติ กระบวนการ และสมรรถนะของวัสดุ เช่น การแพร่และจลศาสตร์ ปรากฎการณ์การถ่ายเท การจำแนกลักษณะเฉพาะทางโครงสร้างจุลภาคสมบัติทางกล และสมดุลของเฟส
15.สาขาวิศวกรรมการบินและอากาศยาน ศึกษาเกี่ยวกับพื้นฐานทางวิศวกรรมการบินและอากาศยาน 3 สาขา ซึ่งประกอบด้วยอากาศพลศาสตร์ และการขับดันอากาศยาน ระบบควบคุมอัตโนมัติและการควบคุมการบิน และการออกแบบโครงสร้างอากาศยาน การให้การศึกษามุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคทฤษฎีจะมีการนำเอาเทคโนโลยีทางด้านงานวิเคราะห์ที่ทันสมัยที่สุดเข้า มาใช้ในการศึกษา และในด้านปฏิบัติจะมุ่งเน้นการทดลองวิจัย เพื่อให้ทางปฏิบัติมีความคล่องตัวสูงสุด สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอากาศยานนี้ ให้การศึกษาครอบคลุมไปถึงส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมชีวกลศาสตร์ เป็นต้น
16.สาขาวิศวกรรมการอาหาร ศึกษาเกี่ยวกับหลักการของวิศวกรรมการอาหาร วิศวกรรมการแปรสภาพผลผลิตทางการเกษตรให้อยู่ในรูปของอาหาร วิศวกรรมเก็บรักษาอาหาร และวิศวกรรมการผลิตอาหารสำเร็จรูป นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบวิเคราะห์และทดสอบเครื่องจักรกลอาหาร ศึกษาระบบควบคุมในการผลิต ตลอดจนการรักษาสภาพแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร
17.สาขาวิศวกรรมเกษตร ศึกษาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรม และสามารถประยุกต์หลักการทางวิศวกรรมในการผลิตทางการเกษตร การแปรสภาพและการเก็บรักษาผลผลิตเกษตรทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ทฤษฎีของเครื่องจักรกลเกษตร การออกแบบเครื่องจักรกลเกษตร กำลังทางระบบการเกษตร การถ่ายเทความร้อนและมวลสาร วิศวกรรมการแปรรูปผลิตผลการเกษตร สมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์เกษตร รถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร ระบบและเครื่องจักรกลไฮดรอลิกนิวแมติก พัดลม เครื่องสูบและระบบการจ่าย การวัดและอุปกรณ์วัด การออกแบบเครื่องมือลำเลียงผลิตผลเกษตร วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมการเกษตร และการออกแบบ โครงสร้างอาคารเกษตร
18.สาขาวิศวกรรมชลประทาน ศึกษาเกี่ยวกับวิชาพื้นฐานด้านวิศวกรรมของสาขาต่าง ๆ และวิชาเฉพาะของสาขาวิศวกรรมชลประทาน ได้แก่ หลักการชลประทาน การออกแบบระบบชลประทานในไร่นาชนิดต่าง ๆ เช่น การให้นำแบบผิวดิน แบบฉีดฝอยและแบบหยด การวางแผนและออกแบบระบบการส่งน้ำ ระบบสูบน้ำและระบบระบายน้ำ การออกแบบอาคารชลประทานแบบต่าง ๆ เช่น เขื่อน ฝาย คลองส่งน้ำ และอาคารประกอบการพิจารณาวางโครงการ การจัดการเรื่องน้ำ การส่งน้ำและบำรุงรักษา การบริหารโครงการชลประทาน การประยุกต์คอมพิวเตอร์สำหรับวิศวกรรมชลประทาน
19.สาขาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ศึกษาเกี่ยวกับกลศาสตร์ของของไหล ชลศาสตร์ อุทกวิทยาผิวดินและใต้ดิน วิศวกรรมแม่น้ำ วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ การควบคุมคุณภาพน้ำ วิศวกรรมชายฝั่ง การป้องกันและการระบายน้ำในชุมชนเมือง รวมทั้งการประยุกต์วิชาการเพื่อการพัฒนาและจัดการแหล่งน้ำทุกขนาด
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ ควรมีพื้นฐานความรู้ด้านคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ และภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี
แนวทางในการประกอบอาชีพ ทำงานในหน่วยงานราชการต่าง ๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานการพลังงานแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการ หรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การโทรศัพท์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โรงงานยาสูบ หรือทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือภาคเอกชน




คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์




สถาปัตยกรรม เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบกายภาพด้านต่างๆ เช่น การออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์การออกแบบภายใน ตลอดจนการปรุงแต่งสภาพแวดล้อมให้ได้ประโยชน์ใช้สอยที่ดีที่สุดแก่เจ้าของงาน และประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงออกถึงคุณค่าแห่งศิลปะในสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้น นั้น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงด้านการวางแผนและเคหการอีกด้วย
การศึกษาในคณะนี้มีสาขาให้เลือก ศึกษาได้ดังนี้
1.สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมโดยคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมการใช้วัสดุ วิธีการก่อสร้าง และความรู้ทางสาขาวิชาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง คำนึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนความงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งส่วนของโครงการที่ปฏิบัติและผลกระทบต่อส่วน รวม ทั้งนี้จะเน้นปัจเจกภาพเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ
2.สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย ศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย และศึกษาแหล่งที่มาอิทธิพลขององค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยศึกษา และฝึกหัดเขียนลายไทยชนิดต่าง ๆตั้งแต่ง่ายไปจนถึงการบบรจุลายลงบนส่วนประกอบสถาปัตยกรรมให้ถูกต้องตาม หน้าที่ และสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมไทยให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและสังคม ปัจจุบัน                    3.สาขาวิชาการปัตยกรรมภายใน เป็นศาสตร์ที่ประสานกันระหว่างงานสถาปัตยกรรม และงานออกแบบภายใน เป็นวิชาชีพทางด้านการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรมซึ่งเน้นการจัด ที่ว่างภายในอาคารเพื่อประโยชน์ใช้สอย และความงามโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างความรู้ทาง วิศกรรมที่เกี่ยวข้อง การประหยัดพลังงานและทรัพยากร สภาพเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การใช้สอยภายในอาคารเกิดสภาพแวดล้อมที่ดีมีคุณภาพเหมาะสมแก่ผู้ใช้ อาคารทั้งด้านร่าง กาย            4.สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม เน้นหนักการออกแบบ 5 สาขา คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบตกแต่งภายใน การออกแบบเลขะนิเทศ การออกแบบเครื่องเคลือบดินเผา และการออกแบบสิ่งทอ โดยจะต้องศึกษาพื้นฐานทั้ง 5 สาขา แล้วเลือกเน้นสาขาที่ตนถนัด และทำวิทยานิพนธ์ในสาขานั้น          5.สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม เน้นหนักด้านการปรุงแต่งสิ่งแวดล้อมของมนุษย์และธรรมชาติให้มีความสมดุลซึ่ง กันและกัน ศึกษาด้านสุนทรียภาพและการใช้สอยของเมืองและที่อยู่อาศัยของมนุษย์ รวมถึงออกแบบสวนสาธารณะ สวนสัตว์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่า ต้นน้ำ ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา ควรเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการและทักษะในด้านทัศนศิลป์ที่สมดุลกับความรู้พื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาการออกแบบเป็นวิชาศิลปประยุกต์ ผู้สมัครเข้าเรียนจะต้องสอบผ่านวิชาความถนัด ด้านการออกแบบ จึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้
แนวทางในการประกอบอาชีพ ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรด้านการออกแบบสาขาต่าง ๆ ข้างต้นสามารถประกอบวิชาชีพอิสระ รับราชการ หรือทำงานบริษัทต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะดานการพัฒนา เช่น การออกแบบการก่อสร้าง การอุตสาหกรรม การโฆษณา รวมทั้งการอนุรักษ์ด้านต่าง ๆ เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ โบราณสถาน และสถาปัตยกรรม


คณะครุศาสตร์/คณะศึกษาศาสตร์


คณะครุศาสตร์/คณะศึกษาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการศึกษาและวิชาชีพครู โดยมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินการและแสวงหาวิธีการพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี และสร้างสรรค์สังคมที่สันติสุขอย่างแท้จริง โดยมีสาขาให้เลือกศึกษาได้ ดังนี้
1.สาขาการศึกษาปฐมวัย เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับการศึกษาของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
2.สาขาประถมศึกษา เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษา
3.สาขามัธยมศึกษา เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป จิตวิทยาและการแนะแนว เทคโนโลยีการศึกษา และภาษาอังกฤษ เป็นต้น
4.สาขาการสอนวิชาเฉพาะ เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูวิชาเฉพาะ ได้แก่ พลศึกษา ศิลปศึกษา ดนตรีศึกษา ธุรกิจศึกษา สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 5.สาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียน เป็นสาขาเพื่อเตรียมครูและบุคลากรทางการศึกษานอกระบบโรงเรียน
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา จบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลป์ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีความประพฤติดี และมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับวิชาชีพ
แนวทางในการประกอบอาชีพ บัณฑิตจากคณะนี้สามารถเลือกประกอบอาชีพได้กว้างขวางทั้งในระบบโรงเรียน เช่น เป็นครู อาจารย์ในโรงเรียน วิทยาลัยและมหาลิทยาลัย เป็นบุคลากรทางการศึกษา ทำงานเกี่ยวกับห้องสมุด งานแนะแนว โสตทัศนศึกษา และอื่น ๆ เป็นบุคลากรทางการศึกษานอกระบบโรงเรียน ทำงานในศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เป็นนักวิชาการศึกษาทำงานในหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนประกอบอาชีพอิสระตามความถนัดและความสนใจของตนเองได้




คณะนิเทศศาสตร์/คณะวารสารศาสตร์




  คณะนิเทศศาสตร์/คณะวารสารศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยศิลปะของการสื่อสารทุกประเภท ทุกระดับ โดยทางใดก็ตามไปยังบุคคลหรือมวลชนด้วยการให้การสื่อสารของมนุษย์เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มที่ โดยแยกเป็นสขาต่าง ๆ ให้เลือกศึกษาได้ดังนี้
1. สาขาวิชาวารสารสนเทศ ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับวิทยาการ และเทคโนโลยีข่าวสาร เช่น การสื่อข่าวการเขียนข่าว การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายอินเตอร์เนตการรายงานข่าวผ่านสื่อพิมพ์ และสื่อคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการออกแบบ และการนำเสนอผ่านสื่อพิมพ์อื่น ๆ เช่น นิตยสาร แผ่นปลิว โปสเตอร์ เป็นต้น
2. สาขาวิชาวิทยุและโทรทัศน์ ศึกษาทฤษฎีแนวคิด กระบวนการของการส่งข่าวสารหรือสื่อความหมายต่าง ๆ โดยทางสื่อกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประกาศ การแสดง การเขียนบท การผลิตรายการวิทยุ การบริหารงานสถานีวิทยุและโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังได้รับการฝึกฝนการผลิตรายการวิทยุจากห้องบันทึกเสียง ทั้งรายงานข่าว สารคดี ละคร ดนตรี
3. สาขาวิชาภาพยนต์และภาพนิ่ง ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ศิลปะ สุนทรียศาสตร์และการสื่อความหมายของภาพนิ่งและภาพดนตรี รวมทั้งอิทธิพลและบทบาทของสื่อทั้ง 2 ประเภทที่มีต่อสังคม ผู้ศึกษาในสาขานี้จะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์จากรูปแบบของจินตนาการที่มี อยู่ ผลิตภาพยนตร์ที่ทันสมัย และได้มีโอกาสร่วมมือผลิตผลงานภาพยนตร์แนวต่าง ๆ ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย นอกจากนี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาพนิ่ง การใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพ และการขายายภาพในห้องแล็บด้วยตนเอง
4.สาขาวิชาโฆษณา ศึกษาการทำงานด้านโฆษณาต่าง ๆ ตั้งแต่การสร้างสรรค์ และการผลิตสื่อโฆษณา การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การเขียนบท การวางแผน และการรณรงค์เพื่อการโฆษณา ตลอดจนศึกษาถึงบทบาทของการโฆษณาในการตลาด
5.สาขาวิชาประชาสัมพันธ์ ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจอันดี ป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง ส่งเสริมและรักษาภาพลักษณ์ของสถาบัน การจัดการภาวะ วิกฤต การหยั่งเสียงประชามติ ประชาพิจารณ์ ตลอดจนการสร้างสรรค์และโน้มน้าวทัศนคติที่ดีแก่ประชาชน 6.สาขาวิชาวาทวิทยา/วิชาลบริหารการสื่อสาร ศึกษาพฤติกรรมการใช้ภาษาในการสื่อสารของมนุษย์ในทุกระดับ และในปริบทต่าง ๆ อาทิ การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารหน้าที่ประชุมชน การสื่อสารทางธุรกิจ และการสื่อสาระเพื่อพัฒนาสังคม
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
1.มีความสามารถในการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร มีความรู้ด้านภาษาไทย ภาษาอังกฤษอย่างดี                 2.มีความสนใจทางด้านศิลปะการสื่อความหมายประเภทต่าง ๆ มีความคิดสร้างสรรค์รักการอ่าน การเขียน มีความรู้กว้างขวางและสนในศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่และทันต่อ เหตุการณ์ มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพเป็นอย่างสูง ตรงต่อเวลาอยู่เสมอ กล้าแสดงออก ช่างสังเกตมีบุคลิกที่ดี มีมนุษสัมพันธ์ดี อดทน และมีระเบียบวินัย
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้จบการศึกษาจากคณะนี้สามารถทำงานในสาขาวิชาชีพโดยตรงและสาขาที่ เกี่ยวข้อง เช่น ตามสำนักงานหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ นิตยสาร รัฐวิสาหกิจ และหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เน้นหนักในด้านการผลิตเอกสาร ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์ นักผลิตภาพยนตร์ นักประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจสมาคมต่าง ๆ เป็นผู้วางแผนการใช้สื่อ และเป็นนักโฆษณาในส่วนของสายงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาชีพที่จะต้องใช้การพูด การสื่อสารเป็นปัจจัยหลัก เช่น นักบริหาร นักวิชาการ ครู-อาจารย์ นักพูด นักธุรกิจ นักการเมือง และนักปกครอง




 คณะนิติศาสตร์
  คณะนิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษากฎเกณฑ์ความประพฤติของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมประเภท หนึ่งที่มีผลบังคับแน่นอน ซึ่งเรียกกันว่ากฎหมาย ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรละที่มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายจึงเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่กำหนดสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบบทบาทของบุคคลในทุกกิจกรรม และทุกระดับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคมนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้
การศึกษานิติศาสตร์จึงมีสาระสามส่วนหลัก คือ
1.นิติศาสตร์จะศึกษาทฤษฎี แนวคิด หลักการ เกี่ยวกับสาระของ กฎหมายในส่วนสิทธิหน้าที่และความรับผิดของบุคคลต่อกันตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งในการติดต่อทางธุรกิจทุกประเภท รวมตลอดจนหลักแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐและหน่วยงานรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ในสังคมนานาชาติ
2.นอกจากนั้น นิติศาสตร์ยังมุ่งศึกษาบทบาทของกฎหมาย ทั้งในฐานะที่ะเป็นกรอบกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ ของรัฐมิให้ล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนในฐานะที่กฎหมายเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายมาปฎิบัติให้ได้ผลจริงจัง ดังนั้น โดยนัยนี้กฎหมายจึงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง คือ อาจส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ การศึกษานิติศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหานี้ด้วย 3.นิติศาสตร์ยังให้ความสำคัญต่อคุณค่าเชิงคุณธรรมของกฎหมาย ย่อมมีขึ้นเพื่อความเป็นธรรม และความสงบเรียบร้อยในสังคม การศึกษานิติศาสตร์จึงเน้นที่กระบวนการของกฎหมายว่าต้อง “ บริสุทธิ์ “ เพื่อความมุ่งหมายสุดท้าย คือ “ ยุติธรรม “ การศึกษาจึงมิได้เน้นเฉพาะตัวบทกฎหมายเพียงประการเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กฎหมายในเชิงคุณธรรมด้วย
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ อาจแบ่งแนวทางในการทำงานได้ 2 ประเภท
ประเภท 1 คือ ผู้ซึ่งใช้วิชากฎหมายในการประกอบอาชีพโดยตรง ซึ่งผู้ที่มิได้สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ไม่สามารถประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ เลย ได้แก่ ผู้พิพากษา อัยการ ที่ปรึกษากฎหมาย ทนายความ นิติกร ฯลฯ กับอีก ประเภท 2 คือ ผู้ซึ่งใช้ความรู้ทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ เช่น ตำรวจ ปลัดอำเภอ นักธุรกิจพนักงานบริษัท ห้างร้าน ข้าราชการ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางกฎหมายสามารถที่จะเลือกประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางกว่าสาขาอื่น ๆ เพราะนอกจากจะสามารถประกอบอาชีพที่กันไว้เฉพาะสำหรับนักกฎหมายแล้ว ยังสามารถประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาอื่นสามารถประกอบอาชีพนั้น ๆ ได้อีกด้วย


คณะเศรษฐศาสตร์
 
   เศรษฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการ ศึกษาถึงพฤติกรรมของสังคมและบุคคลในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อการผลิตสินค้าและบริการ และแจกจ่ายไปยังบุคคลในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ศึกษาจะมีความรู้และความเข้าใจถึงภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น พอที่จะคาดคะเนเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และรู้แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ผู้สนใจเข้าศึกษาในคณะนี้ ควรมีความคิดกว้างขวางรักเรียน สนใจความเป็นไปของสังคม ไม่จำกัดเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น มีความสามารถในการลำดับความคิด และมีวิจารณญาณดี นอกจากนี้จะต้องมีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และสถิติเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ และมีความรู้ภาษาอังกฤษดีพอสมควร เพื่อประโยชน์ในการศึกษาตำรา และบทความเศรษฐศาสตร์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษามีโอกาสหางานทำทั้งในหน่วยงานของรัฐ และของเอกชน หน่วยงานของเอกชน ได้แก่ ธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัยและบริษัทธุรกิจอื่น ๆ ที่ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับสภาวะการตลาด และการวางแผนดำเนินธุรกิจต่าง ๆ


คณะรัฐศาสตร์


  รัฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับรัฐและสังคม การเมืองเปรียบเทียบแนวความคิดและระบบทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแยกออกเป็นสาขาต่างๆได้ ดังนี้
1.สาขาวิชาการเมืองการปกครอง
การศึกษาในสาขานี้ มุ่งทำความเข้าใจกับปรากฎการณ์ทางการเมืองและสังคมที่แวดล้อมตัวเราอยู่ โดยจะเรียนเกี่ยวกับปรัชญาและความคิดทางการเมืองต่าง ๆ เช่น รัฐธรรมนูญ รัฐสภา พรรคการเมือง การเลือกตั้งและปัญหาทางการเมือง และสังคมที่สำคัญ ๆ เช่น ธุรกิจกับการเมือง ทหารกับการเมือง การเมืองของผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ฯลฯ
2.สาขาการระหว่างประเทศ
เป็นสาขาที่มุ่งทำความเข้าใจกับระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้ความรู้ความเข้าใจในด้านนี้มีความสำคัญทั้งต่อภาครัฐบาล และภาคเอกชนเพราะแต่ละประเทศไม่ได้อยู่กัน
อย่างโดดเดี่ยว ความกินดีอยู่ดีของประชาชนในแต่ละประเทศ ความสำเร็จในธุรกิจการค้าองอาศัยความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายต่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศการค้าระหว่างประเทศ
3.สาขาบริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์
การศึกษาในสาขานี้จะศึกษาเรื่องการบริหารและการจัดการในหน่วยงานและองค์การ ต่าง ๆ ภายใต้ภาวะแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงการศึกษาในสาขานี้จะเกี่ยวกับระบบ ราชการ และหน่วยงานของรัฐ ประเภทต่าง ๆ การบริหารบุคคล การคลัง การ งบประมาณ และการวางแผนจัดทำโครงการ เทคโนโลยีการบริหาร และการศึกษาในสาขานี้จะเกี่ยวกับระบบราชการ และหน่วยงานของรัฐ ประเภทต่าง ๆ โดยเป็นปัญหาที่สำคัญ ๆ ที่ได้รับการสนใจและมีผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน
4.สาขาวิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา
จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นสิ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้โครงสร้างและการจัดระเบียบ แต่ละสังคมที่แตกต่างกันตามลักษณะวัฒนธรรม และศึกษาการประยุกต์หลักการประยุกต์หลักวิชาเพื่อการปฏิบัติตามลักษณะ วัฒนธรรม และศึกษาการประยุกต์หลักวิชาเพื่อการปฏิบัติงาน และการพัฒนาสังคม
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ผู้สนใจเข้าศึกษาในคณะนี้ควรเป็นผู้ที่ช่างสงสัย เชื่ออะไรยาก ไม่ยอมรับอะไรอย่างปราศจากเหตุผล ชอบตั้งคำถาม มีความสนใจในปัญหาของบ้านเมืองและสังคม ใส่ใจกับความเดือดร้อน ทุกข์สุขของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากคณะนี้อาจประกอบอาชีพในหน่วยงานรการ และเอกชน โดยเฉพาะงานทางด้านบริหาร จัดการข้อมูล และวิจัย


คณะพานิชยศาสตร์ และการบัญชี/คณะบริหารธุรกิจ


 คณะพานิชยศาสตร์ และการบัญชี/คณะบริหารธุรกิจ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาถึงลักษณะของธุรกิจเอกชนทุก้าน ภาระหน้าที่ของสายงานต่าง ๆ ในการบริหารธุรกิจ ได้แก่ การจัดการทั่วไป การเงินและการธนาคาร การบัญชี การตลาด การผลิต การบริหารงานบุคคลและพฤติกรรมองค์การ สถิติและข้อมูลทางธุรกิจ การบริหารระบบข้อมูลธุรกิจ ธุรกิจการประกันภัย ประกันชีวิตและสุขภาพ ประกอบด้วยสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้
1.หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ดังนี้
1.1สาขาวิชาการบัญชี จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับหลักและทฤษฎีการบัญชี การนำคอมพิวเตอร์ไปใช้กับงานบัญชีและวิชาชีพการสอบบัญชี
1.2สาขาวิชาการต้นทุน จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับหลักและทฤษฎีการบัญชีรวมทั้งระบบวิธีการบัญชีต้น ทุน และการวิเคราะห์และจัดระบบข้อมูลทางบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์
1.3สาขาวิชาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับหลักและทฤษฎีการบัญชี รวมทั้งการออกแบบวิเคราะห์และจัดข้อมูลทางบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์
2.หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต ประกอบด้วย 8 สาขาวิชา ดังนี้
2.1สาขาวิชาการธนาคารและการเงิน จะศึกษาเน้นหนัก เกี่ยวกับการบริหารการเงินของธุรกิจ สถาบันการเงิน และองค์กรการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ
2.2สาขาวิชาระบบสารสนเทศทางการจัดการ จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการใช้ระบบข้อมูลเพื่อการจัดการ
2.3สาขาวิชาการจัดการองค์การและทรัพยากรมนุษย ์ ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการจัดสรร และการใช้บุคลากรอย่างเหมาะสมในภาหน้าที่ต่างๆของการจัดการและดำเนินธุรกิจ ให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2.4สาขาวิชาการบริหารอุตสาหกรรมเดินทาง ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจที่เกี่ยวกับการเดินทาง ได้แก่ อุตสาหกรรมโรงแรม การเดินทางและการท่องเที่ยว การขนส่ง ตลอดจนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเดินทาง
2.5สาขาวิชาการจัดการด้านการผลิตและการดำเนินงาน ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับภาระหน้าที่ทางด้านการผลิต เพื่อให้กิจกรรมและการบริการในด้านนี้ได้ผลตามความต้องการขององค์การธุรกิจ
2.6สาขาวิชาการจัดการขนส่งระหว่างประเทศ ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับภารกิจต่าง ๆ และการจัดการเกี่ยวกับเรื่องการขนส่งสินค้า และการให้บริการขนส่งทั้งภายในและระหว่างประเทศ
2.7สาขาวิชาการตลาด ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับทฤษฎี วิธีการและหน้าที่งานทางการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
2.8สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
3.หลักสูตรสถิติศาสตรบัณฑิต ประกอบด้วย 4 สาขาวิชา ดังนี้
3.1สาขาวิชาสถิติประยุกต์ จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับ ทฤษฎีสถิติและการนำสถิติไปประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือใน การวิเคราะห์ข้อมูลในสาขาวิชาต่าง ๆ
3.2สาขาวิชาประกันภัย จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับการ กันภัย
3.3สาขาวิชาสถิติคณิตศาสตร์ จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับทฤษฎีทางสถิติมากขึ้นและการประยุกต์ใช้
3.4สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจ จะศึกษาเน้นหนักเกี่ยวกับวิชาด้านคอมพิวเตอร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องที่จะนำคอมพิวเตอร์ไปใช้
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ผู้สนใจเข้ามาเรียนในคณะนี้ควรเป็นผู้ที่มีระเบียบทำงานเป็นระบบ ช่างสังเกต ชอบการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล สนใจในเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อช่วยในการทำงานให้ถูกต้องรวดเร็ว มีความสุขุม รอบคอบ อดทนและสามารถนำเสนอข้อมูลได้ดี มีปฏิภาณไหวพริบ มี่ความสามารถในการทำงานกับผู้อื่นได้ มีความถนัดสูงในด้านคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ส่วนใหญ่บัณฑิตของคณะนี้จะเข้าสู่ภาคธุรกิจเอกชนในสาขาวิชาชีพ บริหารธุรกิจแขนงที่ตนเลือก นอกจากนั้นจะประกอบอาชีพอยู่ในรัฐวิสาหกิจ รับราชการ และประกอบอาชีพส่วนตัว บางส่วนศึกษาต่อในระดับปริญญาที่สูงขึ้นไป


คณะอักษรศาสตร์/คณะศิลปศาสตร์/คณะมนุษยศาสตร์




  คณะอักษรศาสตร์/ศิลปศาสตร์/คณะมนุษยศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการเสริมสร้างและพัฒนาจิตใจประชากรโดยส่วนรวม กล่าวคือ พยายามทำให้เข้าใจตนเอง ผู้อื่น สังคม และสภาพแวดล้อม รู้ซึ้งถึงคุณค่าของคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม มีจิตใจละเอียดอ่อนมีวิจารณญาณ มีสติปัญญาแตกฉานและรสนิยม รู้จักใช้ความรู้และสติปัญญาให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้อย่าง แท้จริง ปัจจุบันคนทั่วไปมักมองเห็นว่า วิชาอักษรศาสตร์ฯ มีความสำคัญด้อยกว่าวิชาการด้านอื่น ๆ แท้จริงแล้ววิชานี้มีความสำคัญมาก แต่มองเห็นได้ยาก เพราะมีคุณค่าและลักษณะเป็นนามธรรม วิชาต่าง ๆ ที่อยู่ในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ฯ มีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวความคิดและพฤติกรรมทางสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ความรู้ซึ้งในเรื่องเหล่านี้จะเป็นทั้งพื้นฐานและประสบการณ์ที่จะช่วยให้มนุ ษยืเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าได้
ซึ่งพอจะแบ่งสาขาการเรียนออกได้ดังนี้
-สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ศึกษาประวิติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์ของภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนวิธีค้นคว้าวิจัยทางประวัติศาสตร์
-สาขาวิชาภูมิศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ ตลอดจนเทคนิคในทางภูมิศาสตร์ และการทำแผนที่
-สาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ศึกษาในด้านทฤษฎีและปฏิบัติทาง
บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์
-สาขาวิชาปรัชญา ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมา หลักการ แนวคิด และผลกระทบของปรัชญาต่าง ๆ
-สาขาวิชาศิลปการละคร ศึกษาเกี่ยวกับการละครในด้านเวที ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ตลอดจนประวัติและวรรณคดีของการละคร
-สาขาวิชาภาษาไทย ศึกษาเกี่ยวกับภาษาไทยและวรรณคดี โดยผู้ศึกษาจะเลือกเน้นหนักอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้
-สาขาวิชาภาษาบาลี และสันสกฤต ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและรายละเอียดของภาษาบาลี และสันสกฤต เพื่อยกมาประกอบการศึกษาคำไทย ทั้งที่ใช้อยู่ในวรรณคดี และที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งศึกษาโครงสร้างคำบาลีและสันสกฤต เพื่อจะได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นใช้ในภาษาไทยได้ตลอดจนศึกษาวรรณคดี และวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีภาษาสันสกฤต เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมและประเพณีไทยได้
นอกจากนี้ยังมี สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ ให้เลือกศึกษาอีกมากมาย อาทิ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส สาขาวิชาภาษาเยอรมัน สาขาวิชาภาษาส เ ปน สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน สาขาวิชาจีนกลาง ซึ่งการเรียนสาขาภาษาต่างประเทศแต่ละสาขานั้นจะศึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาษาใน ด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การแปล ตลอดจนศึกษาวรรณคดี และศิลปวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ผู้ที่จะเข้าศึกษาในคณะนี้ควรมีคุณสมบัติในด้านอารมณ์ ความคิด และแนวโน้มที่เหมาะสมกับลักษณะวิชา มีความรัก ความสนใจ ความสนใจในภาษา ชอบการอ่าน การเขียนและการค้นขว้า การศึกษาในคณะนี้มุ่งที่จะพัฒนาความคิดและปัญญามากกว่าจะเป็นวิชาที่จะ เตรียมตัวไปสำหรับ
การประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยตรง
แนวทางในการประกอบอาชีพ
บัณฑิตส่วนใหญ่จะมีความรู้ภาษาต่างประเทศในระดับที่ใช้งานได้ดี ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศถึง 2 ภาษา ทำให้สามารถทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาต่างประเทศในวงราชการ วงการธุรกิจ วงการบันเทิง และงานด้านเอกสารต่าง ๆได้ดี เช่น เป็นอาจารย์และนักวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิจัยเลขานุการ เจ้าหน้าที่สารนิเทศ เจ้าหน้าที่ต้อนรับในบริษัทการบิน มัคคุเทศก์ ล่าม นักแปล พนักงานธนาคาร และสถาบันการเงิน นักเขียน นักวิจารณ์ บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่งานแผนที่และผังเมือง นักแสดง บรรณารักษ์ และประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นต้น


คณะศิลปกรรมศาสตร์/จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์




คณะศิลปกรรมศาสตร์/จิตกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาการที่เกี่ยวกับศิลปะและประยุกต์ศิลป์ โดยศึกษาทฤษฎีประวัติ เทคนิควิธีการสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพ การออกแบบปั้น การพิมพ์ การเล่นดนตรี และการรำ เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีจุดหมายให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ และอนุรักษ์ศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ รวมทั้งบุกเบิกสร้างสรรค์วิทยาการใหม่ ประกอบด้วยสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้ สาขาวิชาทัศนศิลป์ ศึกษาศิลปะบริสุทธิ์ที่รับรู้ผ่านการมองเห็น เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย และสื่อผสม
โดยมีวิชาเฉพาะ เช่น ทฤษฎีศิลปะ ประวิติศิลปะ ปรัชญาศิลปะ และวิชาปฏิบัติสร้างสรรค์ศิลปะต่างๆ
สาขาวิชานฤมิตศิลป์ ศึกษาการออกแบบเพื่อสื่อสารแนวความคิด เช่น การออกแบบกราฟฟิก เครื่องปั้นดินเผา แฟชั่น และนิทรรศการ โดยมีวิชาเฉพาะ เช่น ทฤษฎีการออกแบบประวิติการออกแบบ ปรัชญาการออกแบบต่าง ๆ        สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ ศึกษาดนตรีไทย และสาขาดุริยางคศิลป์ วิชาเอกดุริยางคศิลป์ตะวันตก ศึกษาดนตรีคลาสสิก โดยมีวิชาเฉพาะ เช่น ทฤษฎีดนตรี ประวัติดนตรี และวิชาปฏิบัติการบรรเลง ขับร้อง และประพันธ์ดนตรี
สาขาวิชานาฎยศิลป์ แยกเป็นนาฎศิลป์ไทยซึ่งศึกษาการรำไทย และนาฎยศิลป์ตะวันตกเป็นการศึกษาการเต้นบัลเล่ต์และการเต้นรำแบบตะวันตก โดยมีวิชาเฉพาะ เช่น ทฤษฎีการรำ ประวัติการรำ ปรัชญาการรำ และวิชาปฏิบัติการรำแบบต่างๆ
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
1 .ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ และทักษะในการค้นคว้า และการแสดงออกทางศิลปกรรม
2 .ต้องยินดีที่จะสละเวลาเพื่อการฝึกฝนทักษะนอกเวลาเป็นพิเศษด้วยตนเอง
3 .ต้องไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสาขาวิชานั้น ๆ
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในหน่วยงานราชการ สถาบันเอกชน และงานอิสระของตนเองได้ เนื่องจากศิลปการรมศาสตร์เป็นสาขาวิชาชีพเฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการของ สังคมไทย ซึ่งกำลังมีการพัฒนาการด้านศิลปะและการออกแบบ


คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์


  คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นการศึกษาที่เน้นให้มีความรูทัศนคติ ทักษะของ วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของคน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ระบบสวิสดิการ และการพัฒนาสังคม รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับนักวิชาชีพอื่นได้อย่างเหมาะสม
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ภาค วิชา คือ
ภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และ ภาควิชาการพัฒนาชุมชน
สำหรับภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้น ยังแบ่งออกเป็น 5 สาขาวิชา คือ
สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
สาขาสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
สาขาสังคมสงเคราะห์ทางการศึกษา
สาขาสังคมสงเคราะห์ในกรบวนการยุติธรรม และ
สาขาพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ควรเป็นผู้มีใจรักและเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ มองโลกในแง่ดี มีจิตในเสียสละ มีจิตสำนึกที่จะช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อสังคม มีมนุษยสัมพันธ์สามารถเป็นมิตรและปรับตัวเข้ากับคนทั่วไปได้โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ ยิ่งกว่านั้นยังต้องเป็นผู้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ มีคุณธรรม และจริยธรรม มีจิตในเยือกเย็น และมีความอดทนเป็นเลิศเหมาะสมกับการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม
แนวทางในการประอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพในภาครัฐ เช่น กรมประชาสงเคราะห์ กรมการพัฒนาชุมชน กรมตำรวจ โรงพยาบาล เป็นต้น และภาคเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัท เป็นต้น ซึ่งอาจได้บรรจุในตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ ( ซึ่งจัดว่าเป็น “ ตำแหน่งขาดแคลน “ ) หรือตำแหน่งที่มีชื่ออย่างอื่น เช่น นักสวัสดิการสังคม นักแรงงาน ผู้ประสานงานโครงการ พนักงานฝ่ายบุคคล และวิเคราะห์สินเชื่อ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำความรู้ทางด้านสังคมสงเคราะห์ไปประยุกต์ในการ ประกอบอาชีพอื่น ๆ และอาชีพอิสระได้อีกด้วย


คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา


สังคมวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาและอธิบายพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ด้วยวิธีการแบบวิทยา ศาสตร์ ศึกษารูปแบบกระบวนการและผลของการกระทำระหว่างกันของคนในสังคม ชุมชน องค์การ กลุ่มคนไปจนถึงสถาบันสังคมแบบต่าง ๆ การศึกษาสังคมสังคมวิทยามีกลุ่มวิชาต่าง ๆ เช่น กลุ่มวิชาทฤษฎีและระเบียบวิธี กลุ่มวิชาจิตวิทยาสังคม กลุ่มวิชาจิตวิทยาสังคม กลุ่มวิชาประชากรชุมชนและสิ่งแวดล้อม กลุ่มการจัดระเบียบทางสังคม กลุ่มความเบี่ยงเบน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
มานุษยวิทยา ศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์ ผลงานของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ
เช่น ภาษาวัฒนธรรม ตลอดจนพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน
การศึกษามานุษยวิทยา ในคณะแบ่งออกเป็นกลุ่มวิชาใหญ่ ๆ คือ กลุ่มวิชาทฤษฎี
กลุ่มวิชาระเบียบวิธี กลุ่มวิชาวัฒนธรรมและสังคมวิเคราะห์ กลุ่มวิชาของวัฒนธรรม
กลุ่มวิชาโบราณคดี และพิพิธภัณฑ์ และ กลุ่มวิชามานุษยวิทยาชีวภาพ
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
ผู้ที่ศึกษาสามารถจบทั้ง ม.ปลาย สายวิทยาศาสตร์ และสายศิลป์ มีความสนใจที่จะศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาสามารถทำงานใน
ด้านต่าง ๆ เช่น งานวิจัย งานด้านการวางแผนหรือวิเคราะห์นโยบาย และงานสอนหนังสือ เป็นต้น
ส่วนงานอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้ความรู้ทางสังคมวิทยาโดยตรง ได้แก่ งานฝึกอบรมหรือการประชุม งานบริหาร เช่น ผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ เซลล์แมน งานข่าว เช่น พนักงานข่าวกรอง ผู้สื่อข่าว พนักงานวิทยุ
งานธุรการ เช่นReceptionist เจ้าหน้าที่สโมสรงานฝ่ายบุคคล ทั้งในหน่วยงานของรัฐบาล หน่วยงานเอกชนและรัฐวิสาหกิจ องค์การพัฒนาเอกชน และมูลนิธิต่าง ๆ เช่น โครงการสมุนไพร เพื่อการพึ่งตนเอง สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ฯลฯ




คณะวนศาสตร์




คณะวนศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ในด้านต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็นออกเป็นสาขาให้เลือกศึกษาได้ดังนี้ การจัดการทรัพยากรป่าไม้
การเรียนในสาขาวิชานี้จะเรียนใน 3 แขนงวิชา ได้แก่           การจัดการลุ่มน้ำ ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางอุทกวิทยา การวางแผน การใช้ที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การวิเคราะห์ลุ่มน้ำ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม                                           การจัดการป่าไม้ ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้ การคณิตป่าไม้ การสำรวจแจงนับ ทรัพยากรป่าไม้ ชีวมิติป่าไม้ การวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม การทำแผนที่การใช้ที่ดินเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรป่าไม้ การตลาด ป่าไม้                                       อุทยานและนันทนาการ ศึกษาเกี่ยวกับหลักนันทนาการท่องเที่ยวทางธรรมชาติการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ พฤติกรรมนันทนาการ การวิเคราะห์และออกแบบภูมิทัศน์ เทคนิคการสื่อความหมายสิ่งแวดล้อม การวางแผนอุทยานและพื้นที่นันทนาการ
วิศวกรรมป่าไม้ ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์งานด้านวิศวกรรมและคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับงานป่าไม้ เช่น การสำรวจรังวัดทำแผนที่ การจัดทำข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ การทำระดับพื้นที่ การทำทางชักลากไม้ การสร้างบ้านพัก สะพาน ถนน บ่อน้ำ ในงานป่าไม้ ตลอดจนการนำไม้ออกจากป่าให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ป่าไม้                             วนศาสตร์ชุมชน ศึกษาเกี่ยวกับด้านป่าไม้และชุมชนบท อันได้แก่ การใช้ประโยชน์ที่ดิน หลักวนเกษตร ชีววิทยาประยุกต์ในการปลูกพืช การส่งเสริมการป่าไม้ในการพัฒนาชนบทการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ป่าไม้มีขนาดย่อม วิทยาศาสตร์ชีวภาพป่าไม้ การเรียนในสาขานี้ แบ่งการเรียนออกเป็น 3 แขนงวิชา ได้แก่                                    ชีววิทยาป่าไม้ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในป่า เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าสรีรวิทยาของไม้ อนุกรมวิธานของพันธุ์ไม้ป่า นิเวศวิทยาของป่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และแมลงศัตรูของพืช โรคพืช
วิทยาศาสตร์สัตว์ป่าและทุ่งหญ้า ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของสัตว์ป่า นิเวศวิทยาและการอนุรักษ์สัตว์ป่า นิเวศวิทยาป่าไม้และสัตว์ป่า เทคนิคการจัดการจัดการสัตว์ป่า การเลี้ยงสัตว์ พืชอาหารสัตว์ เทคนิคการศึกษาสัตว์ป่า การจัดการทุ่งหญ้า การใช้ประโยชน์ทุ่งหญ้า                                      วนวัฒนวิทยา ศึกษาเกี่ยวกับการปลูกบำรุงป่าไม้ พันธุ์ศาสตร์ เมล็ดพันธุ์ไม้ การป้องกันป่าไม้และไฟป่า ปฐพีวิทยาป่าไม้ อาหารพืชไม้ แมลงศัตรูป่าไม้ วนวัฒนวิทยาเขตเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางไม้
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสมบัติพื้นฐานของไม้และการใช้ประโยชน์ไม้ควบคู่ไปกับการศึกษาด้านวิศวกรรม
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา
เป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์ รักป่า รักธรรมชาติ
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษามีโอกาสเข้าทำงานที่กรมป่าไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีเพียงคณะวนศาสตร์แห่งเดียวที่ผลิตปริญญาตรีด้านนี้ นอกจากนี้สามารถทำงานได้ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บริษัทไม้อัดไทย และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไม้ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ตลอดจนเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น






http://admissions.is.in.th/

4

คุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศหรือข่าวสารที่ต้องการ โดยจะรวมถึง


1. เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์คมนาคมต่างๆ รวมทั้งซอฟต์แวร์ทั้งระบบสำเร็จรูปและพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะด้าน


2. กระบวนการในการนำอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ข้างต้นมาใช้งาน รวบรวมข้อมูล จัดเก็บประมวลผล และแสดงผลลัพธ์เป็นสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป


ในปัจจุบันการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร การเชื่อมโยงสารสนเทศผ่านทางคอมพิวเตอร์ ทำให้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดของระบบ คือ ข้อมูลและสารสนเทศ อาจถูกจารกรรม ถูกปรับเปลี่ยน ถูกเข้าถึงโดยเจ้าของไม่รู้ตัว ถูกปิดกั้นขัดขวางให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือถูกทำลายเสียหายไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากบนโลกของเครือข่าย โดยเฉพาะเมื่อยู่บนอินเทอร์เน็ต


ดังนั้นการมีคุณธรรม และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน มีรายละเอียดดังนี้


1.ไม่ควรให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ


2.ไม่บิดเบือนความถูกต้องของข้อมูล ให้ผู้รับคนต่อไปได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง


3.ไม่ควรเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต


4.ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลกับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต


5.ไม่ทำลายข้อมูล


6.ไม่เข้าควบคุมระบบบางส่วน หรือทั้งหมดโดยไม่ได้รับอนุญาต


7.ไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจว่าตัวเองเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การปลอมอีเมล์ของผู้ส่งเพื่อให้ผู้รับเข้าใจผิด เพื่อการเข้าใจผิด หรือ ต้องการล้วงความลับ


8.การขัดขวางการให้บริการของเซิร์ฟเวอร์ โดยการทำให้มีการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์จนหมด หรือถึงขีดจำกัดของมัน ตัวอย่างเช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือ อีเมล์เซิร์ฟเวอร์ การโจมตีจะทำโดยการเปิดการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์จนถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ใช้คนอื่นๆไม่สามารถเข้ามาใช้บริการได้


9.ไม่ปล่อย หรือ สร้างโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malicious Program) ซึ่งเรียกย่อๆว่า (Malware) เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการ ก่อกวน ทำลาย หรือทำความเสียหายระบบคอมพิวเตอร์


เครือข่าย โปรแกรมประสงค์ร้ายที่แพร่หลายในปัจจุบันคือ ไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน


10.ไม่ก่อความรำคาญให้กับผู้อื่น โดยวิธีการต่างๆ เช่น สแปม (Spam) (การส่งอีเมลไปยังผู้ใช้จำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อการโฆษณา)


11.ไม่ผลิตหรือใช้สปายแวร์ (Spyware) โดยสปายแวร์จะใช้ช่องทางการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเพื่อแอบส่งข้อมูลส่วนตัวของผู้นั้นไปให้กับบุคคลหรือองค์กรหนึ่งโดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบ


12.ไม่สร้างหรือใช้ไวรัส


จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


จริยธรรมและคุณธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกวัน การใช้งานระบบเครือข่ายที่ออนไลน์และส่งข่าวสารถึงกันย่อมมีผู้ที่มีความประพฤติไม่ดีปะปนและสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้อื่นอยู่เสมอ หลายเครือข่ายจึงได้ออกกฏเกณฑ์การใช้งานภายในเครือข่าย เพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายของตนยึดถือ ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์และได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายจะต้องเข้าใจกฏเกณฑ์ข้อบังคับของ เครือข่ายนั้นมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอื่นและจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองที่เข้าไปขอใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายบนระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเรียกเข้ามิได้เป็นเพียงเครือข่ายขององค์กรที่ผู้ใช้สังกัด แต่เป็นการเชื่อมโยงของเครือข่ายต่างๆ เข้าหากันหลายพันหลายหมื่นเครือข่ายมีข้อมูลข่าวสารอยู่ระหว่างเครือข่ายเป็นจำนวนมาก การส่งข่าวสารในเครือข่ายนั้นอาจทำให้ข่าวสารกระจายเดินทางไปยังเครือข่ายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากหรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่งก็อาจจะต้องเดินทางผ่านเครือข่ายอีกหลายเครือข่ายกว่าจะถึงปลายทาง ดังนั้นผู้ใช้บริการต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาปริมาณข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายการใช้งานอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตน่าใช้และเป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างดี กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยงเช่นการส่งกระจายข่าวไปเป็นจำนวนมากบนเครือข่าย การส่งเอกสารจดหมายลูกโซ่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลเสียโดยรวมต่อผู้ใช้และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสังคมอินเทอร์เน็ต


เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ตสงบสุข Arlene H.Rinaldi แห่งมหาวิทยาลัย ฟอร์ริดาแอตแลนติก จึงรวบรวมกฎกติกามารยาทและวางเป็นจรรยาบรรณอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่า Netiquette ไว้ดังนี้


จรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เป็นบทการปฏิบัติเพื่อเตือนความจำ


1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายหรือละเมิดผู้อื่น


2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น


3. ต้องไม่สอดแนมหรือแก้ไขเปิดดูในแฟ้มของผู้อื่น


4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร


5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ


6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์


7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์


8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน


9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำ


10.ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกามารยาท


จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังกฎเกณฑ์ของแต่ละเครือข่ายจึงต้องมีการวางระเบียบเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน บางเครือข่ายมีบทลงโทษและจรรยาบรรณที่ชัดเจน เพื่อช่วยให้สังคมสงบสุขและหากการละเมิดรุนแรงกฎหมายก็จะเข้ามามีบทบาทได้เช่นกัน


กฎหมายและศีลธรรม (Motal) เป็นกฏเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรของสังคมมาช้านานเราพอเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า รัฐเป็นผู้ตรากฏหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับพลเมืองในอาณาเขตของรัฐ ขณะศีลธรรมเป็นข้อบัญญัติทางศาสนาซึ่งเป็นหลักความเชื่อของประชาชน จริยธรรม (Ethics) เป็นเรื่องของการกำหนดความถูกต้องดีงาม สิ่งที่ไม่ควรทำ มีหลักปฏิบัติในระดับที่สูงกว่ามารยาทในสังคม เช่น คนที่ไม่ยอมเข้าแถวเพื่อขอรับบริการตามสิทธิ์ก่อนหลังอาจถือว่าไม่มีมารยาทหรือพนักงานคอมพิวเตอร์คนหนึ่งเอาข้อมูลทางการเงินของลูกค้าที่เขาจะต้องเห็นตามหน้าที่การงานไปหาผลประโยชน์แก่ตนเอง เช่น ขายรายชื่อนั้นให้ธุรกิจอื่น หรือบอกให้แก่คู่สมรสซึ่งเป็นพนักงานขายตรงไปเสนอขายสินค้า การกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่มีจริยธรรม จริงอยู่ แม้ว่าบริษัทที่พนักงานผู้นั้นทำงานอยู่จะไม่เสียหาย แต่การนำเอาของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย หรือพนักงานขายสินค้าของทางบริการหนึ่งซึ่งลาออกจากบริษัทเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งแล้วใช้ประโยชน์จากความรู้ในเรื่องข้อมูลราคาหรือความลับทางการค้าของบริษัทแรกไปให้บริษัทหลัง ก็อาจเรียกได้ว่าพนักงานคนนั้นไม่มีจริยธรรม เมื่อสังคมสลับซับซ้อนขึ้น มีการแบ่งหน้าที่กันออกเป็นหน้าที่ต่าง ๆ จึงมีข้อกำหนดที่เรียกว่า “จรรยาวิชาชีพ” (Code of Conduct) ขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติของคนในอาชีพนั้น ๆ เราคงเคยได้ยิน จรรยาบรรณของแพทย์ ที่จะไม่เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของคนไข้ จรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์ที่รับเงินทองสิ่งตอบแทนเพื่อเสนอข่าวหรือไม่เสนอข่าวไม่เปิดเผยแหล่งข่าวถ้าแหล่งข่าวไม่ต้องการจรรยาบรรณวิชาชีพของสถาปนิกหรือวิศวกรผู้ออกแบบที่ต้องไม่รับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้ขายอุปกรณ์ที่ใช้ในงานที่เขาออกแบบ ซึ่งขายให้กับผู้ว่าจ้างงานชิ้นนั้นเพราะเขาได้รับปลตอบแทนจากผู้ว่าจ้างแล้ว จรรยาบรรณของวิชาชีพใด ก็มักกำหนดขึ้นโดยสมาคมวิชาชีพนั้น โดยมีข้อกำหนด บทลงโทษที่นอกเหนือไปจากกฏหมายบ้านเมือง เช่น เพิกถอนสมาชิกภาพ เพิกถอนหรือพักใบประกอบวิชาชีพ และอาจมีกฏหมายรองรับอีกด้วย อาชีพนักคอมพิวเตอร์ เป็นอาชีพใหม่ในสังคมสารสนเทศ การใช้คอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ ก็เป็นสิ่งใหม่ที่มีศีลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณเฉพาะของตนซึ่งบางครั้งก็แตกต่างจากจริยธรรมที่ยอมรับกันมาแต่ก่อน หลักพื้นฐานของจริยธรรมในสังคมสารสนเทศก็คือการเคารพผู้อื่น เคารพความเป็นส่วนตัว การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลก็จะเฉพาะสิทธิ์ที่ตนเองมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน


ลินดา เฮอร์นดอน ได้กล่าวถึงบัญญัติสิบประการของการใช้คอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้


1. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น


2. ไม่รบกวนจนงานคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น


3. ไม่แอบดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น


4. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลักขโมย


5. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นพยานเท็จ


6. ไม่ใช้หรือทำสำเนาซอฟต์แวร์ที่ตนไม่ได้ซื้อสิทธิ์


7. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่


8. ไม่ฉวยเอาทรัพย์ทางปัญญาของผู้อื่นมาเป็นของตน


9. คิดถึงผลต่อเนื่องทางสังคมของโปรแกรมที่เขียน


10. ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่แสดงถึงความใคร่ครวญและเคารพ จรรยาวิชาชีพ ของสมาชิกสมาคมเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์ (Association of ComputerMachinery ACM Code of Conduct) ซึ่งเป็นสมาคมวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งมีดังนี้


1. กฏข้อบังคับทางศีลธรรมทั่วไป1. ทำประโยชน์ให้สังคมและความผาสุกของมนุษย์ ข้อนี้เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนคุ้มครองหลักสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐาน เคารพความหลากหลายของวัฒนธรรมทั้งหมด ลดผลด้านลบของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม


2. ไม่ทำอันตรายแก่ผู้อื่น อันตรายหมายรวมถึง การบาดเจ็บหรือผลต่อเนื่องด้านลบ เช่น การสูญเสียข้อมูลอันเป็นที่ไม่พึงปรารถนา ทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงปรารถนา หลักการข้อนี้ห้ามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไปทำอันตรายต่อผู้ใช้สาธารณชน พนักงานและนายจ้างอันตรายนี้รวมถึงการจงใจทำลายหรือแก้ไขข้อมูลในแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมที่ทำให้สูญเสีย หรือเสียเวลาและความพยายามของบุคลากรที่จำเป็นต้องใช้ทำลายไวรัสคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่ทำงาน นักวิชาชีพคอมพิวเตอร์จะต้องรายงานสัญญาณอันตรายที่อาจก่อให้เกิดผลต่อความเสียหายของสังคมและบุคคล แม้ว่าหัวหน้างานจะไม่ลงมือแก้ไขหรือลดทอนอันตรายนั้น ก็อาจจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องทราบโดยอาจอาศัยผู้ร่วมวิชาชีพเป็นผู้ให้คำปรึกษา


3. ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ นักคอมพิวเตอร์ที่ซื่อสัตย์นอกจากจะไม่จงใจแอบอ้างระบบหรือการออกแบบที่หลอกลวงอันเป็นเท็จแล้ว ยังจะต้องเปิดเผยอย่างเต็มที่ให้เห็นข้อจำกัดและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทั้งหมดอีกด้วย


4. ยุติธรรมและการกระทำที่ไม่แบ่งแยกกีดกัน ข้อบังคับข้อนี้ใช้คุณค่าของความเสมอภาค ความใจกว้างให้อภัย เคารพในผู้อื่น ความเที่ยงธรรม การแบ่งแยกกีดกันโดยเชื้อชาติ เพศ ศาสนา อายุ ความพิการ สัญชาติ หรือปัจจัยอื่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้


5. ให้เกียรติสิทธิในทรัพย์สิน รวมทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิ์บัตร แม้ว่าสิ่งซึ่งมีลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า การละเมิดข้อตกลงการใช้สิทธิ จะได้รับการคุ้มครองทางกฏหมายอยู่แล้ว แม้แต่ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง การละเมิดก็ถือว่าเป็นการขัดต่อการประพฤติทางวิชาชีพ การลอกหรือทำสำเนาซอฟต์แวร์จะต้องทำโดยมีอำนาจหน้าที่เท่านั้น การทำสำเนาวัสดุใด ๆ เป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้


6. ให้เกียรติแก่ทรัพย์สินทางปัญญา นักวิชาชีพคอมพิวเตอร์จะต้องป้องกันหลักคุณธรรมของทรัพย์สินทางปัญญา แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้รับการป้องกันอย่างเปิดเผยก็ตาม เช่น งานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร


7. เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น หลักการนี้ยังหมายถึง การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระบบเท่าที่จำเป็น มีระยะเวลากำหนดการเก็บรักษาและทิ้งอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง ข้อมูลนั้นจะถูกนำไปใช้ เพื่อการอื่นโดยไม่ได้รับคำยินยอมจากผู้นั้นมิได้


8. ให้เกียรติในการรักษาความลับ หลักแห่งความซื่อสัตย์ข้อนี้ขยายไปถึงความลับของข้อมูลที่ไม่ว่าจะแจ้งโดยเปิดเผยหรือสัญญว่าจะปกปิดเป็นความลับ หรือโดยนัยเมื่อข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้นั้นปรากฏขึ้น จริยธรรมข้อนี้เกี่ยวข้องกับการเคารพข้อบังคับทั้งหลายที่เกี่ยวกับความลับของขายจ้าง ลูกค้า ผู้ใช้ เว้นเสียแต่เปิดเผยโดยกฏหมายบังคับหรือตามหลักแห่งจรรยาบรรณนี้


2. ความรับผิดชอบในวิชาชีพ1. มุ่งมั่นเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด และให้ตระหนักถึงผลเสียหายที่สืบเนื่องจากระบบที่ด้อยคุณภาพ2. ได้มาและรักษาไว้ซึ่งความเชี่ยวชาญแห่งวิชาชีพ3. รับรู้และเคารพกฎหมายท้องถิ่น กฎหมายแห่งรัฐ และกฎหมายระหว่างประเทศ4. ยอมรับและจัดให้มีการสอบทานทางวิชาชีพ (Professional Review) 5. ให้ความเห็นประเมินระบบคอมพิวเตอร์และผลกระทบอย่างละเอียดครบถ้วน รวมทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เป็นไปได้ 6. ให้เกียรติ รักษาสัญญา ข้อตกลง และความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย 7. ปรับปรุงความเข้าใจของสาธารณชนต่อคอมพิวเตอร์และผลสืบเนื่อง8. เข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์และสื่บสารเฉพาะเมื่อได้รับมอบอำนาจตามหน้าที่เท่านั้นไม่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ซอฟต์แวร์ แฟ้มข้อมูลใด ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาต


3. จริยธรรมในการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส


1. ไม่โฆษณาหรือเสนอขายสินค้า


2. รู้ตัวว่ากำลังกล่าวอะไร


3. ถ้าไม่เห็นด้วยกับหลักพื้นฐานของรายชื่อกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก ก็ควรออกจากกลุ่มไม่ควรโต้แย้ง


4. คิดก่อนเขียน


5. อย่าใช้อารมณ์


6. พยายามอ่านคำถามที่ถามบรอย (FAQ) ก่อนเสมอ


7. ไม่ส่งข่าวสารที่กล่าวร้าย หลอกลวง หยาบคาย ข่มขู่


8. ไม่ส่งต่อจดหมายลูกโซ่ หรือเมล์ขยะ


9. ถ้าสงสัยไม่ทำดีกว่า


10. รู้ไว้ด้วยว่าสำหรับผู้เขียน คือ บันทึกฉันท์เพื่อน แต่สำหรับผู้รับ คือ ข้อความที่จารึกไว้บนศิลาจารึก


11. ให้ความระมัดระวังกับคำเสียดสี และอารมณ์ขัน


12. อ่านข้อความในอีเมล์ ให้ละเอียดก่อนส่ง ความประณีตและตัวสะกด การันต์ เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง


13. ดูรายชื่อผู้รับให้ดีว่า เขาคือคนที่เราตั้งใจจะส่งไปถึง


ผลกระทบด้านจริยธรรมและสังคมของระบบสารสนเทศ


             ระบบข้อมูลสารสนเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย แผนกสารสนเทศเพื่อการจัดการมีนโยบายที่แน่นอนในการจัดการข้อมูลให้เกิดความปลอดภัย ใช้อย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ซึ่งเราจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทนี้ จริยธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่ทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกันเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้และให้ความสำคัญ


ความเข้าใจประเด็นด้านจริยธรรมและด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ


            จริยธรรม (Ethics) หมายถึง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องที่เป็นตัวแทนศีลธรรมที่เป็นอิสระในการเลือกที่จะชักนำพฤติกรรมบุคคล เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ [Information Technology (IT)] และระบบสารสนเทศ [Information Systems (IS)] ทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างกันระหว่างบุคคลและสังคม เพราะทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมนำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม แต่อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ใหม่ ๆ สามารถทำให้เกิดการกระจายอำนาจให้องค์การการบุกรุกสิทธิส่วนบุคคลขอผู้อื่นหรือของคู่แข่งขัน การตกงาน การประกอบอาชญากรรมข้อมูล ตลอดจนการเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นต้น


            เทคโนโลยีสารสนเทศ [Information Technology (IT) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องการกระจายอำนาจ ทรัพย์สิน สิทธิ และความรับผิด (Obligation) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ทำให้เกิดผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้ได้ประโยชน์ จากภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดการกระทำที่เป็นความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและด้านสังคมขึ้น


ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมขอผู้ใช้คอมพิวเตอร์


            การพิจารณาถึงจริยธรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Ethical considerations) จริยธรรมของนักคอมพิวเตอร์หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหลายนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความชอบธรรม เพราะคนเราย่อมรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกหาก ไม่มีความเที่ยงธรรมหรือซึ่งสัตย์ในเรื่องของข้อมูลข่าววารแล้วย่อมล่อแหลมต่อความเสียหายในองค์กรมีตัวอย่าง เช่น พนักงานในองค์กรได้ขายข้อมูลสำคัญของบริษัทโดยที่เขาไม่ได้คำนึงหรือรับรู้ถึงลำดับชั้นความลับข้อมูลขององค์กร และก็ไม่ได้คิดที่จะปกป้องข้อมูลขององค์กร จำเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานคนดังกล่าวจะต้องมีจิตสำนึกในเรื่องการรักษาข้อมูลขององค์กรที่ตนสังกัดอยู่ ด้วยเหตุนี้จริยธรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงมีความสำคัญ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีจริยธรรมทั้งหมดจะต้องทำผิดกฎเกณฑ์การใช้ข้อมูลเสมอไป ลองพิจารณาดูตัวอย่างดังต่อไปนี้ประกอบ


(1) ผู้ใช้ทรัพยากรข้อมูลคอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องก่ออาชญากรรมข้อมูลเสมอไป ในประเด็นนี้มีคำถามเสมอว่าผู้ใช้มีจริยธรรมมากน้อยแค่ไหน เช่น ใครบางคนใช้ซอฟต์แวร์โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ คือเดียงแต่ลองใช้ดูก่อนที่จะซื้อเท่านั้น ในขณะที่ผู้ขายไม่ต้องที่จะให้ใครลองใช้ก่อนซื้อ เป็นต้น


(2) การที่นักศึกษาได้ลองเข้าไปดูข้อมูลบางอย่างในระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe) ของมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้คิดที่จะขโมยข้อมูลใด ๆ ในลักษณะนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นการขาดจริยธรรมการใช้ข้อมูลใช่หรือไม่


(3) ซอฟต์แวร์ระบบใหม่ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทใด ฟ แต่ทำไม่สมบูรณ์ไม่อาจทดสอบและส่งมอบให้ได้ภายในเวลาที่สัญญาไว้ หรือส่งให้ได้แต่มีข้อผิดพลาด การที่ผู้พัฒนาผลิตซอฟต์แวร์ได้รุ่นที่ไม่สมบูรณ์เช่นนี้จำเป็นต้องบอกลูกค้าให้ชัดเจนใช้หรือไม่


            ความสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์และปัญหาด้านจริยธรรม (Computer-related ethical issues) สิ่งที่ต้องคำนึงถึงและถือว่าเป็นมิติของจรรยาบรรณสำหรับผู้ทำงานกับระบบข้อมูลข่าวสารสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ


(1) ความเป็นส่วนตัว (Privacy)


(2) ความถูกต้อง (Accuracy)


(3) ความเป็นเจ้าของ (Property)


(4) การเข้ามาใช้ข้อมูล (Access) ตารางที่ 19.1ได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์ และจริยธรรมที่พึงมี


ตาราง.1 สรุปกลุ่มหลักของความสมพันธ์ระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์กับจริยธรรมที่ควรมี (A summary of the major categories of computer-related ethical issues) (Parker and Case. 1993:821)


ประเด็นด้านจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Major computer ethical and legal issues)


ประเด็นจริยธรรม (Ethical issues)


ตัวอย่าง (Examples)


ความเป็นส่วนตัว (Privacy)


 ความถูกต้อง (Accuracy)


ความเป็นเจ้าของ (Property)


การเข้ามาใช้ข้อมูล (Access)


การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูพนักงาน หรือเก็บข้อมูลของผู้ซื้อทันที ณ จุดขาย โดยที่ไม่บอกลูกค้าก่อน


การไม่ยอมรับในเครดิตของบุคคลนั้น ๆ เนื่องจากข้อมูลเก่าไม่เพียงพอหรือไม่ยอมรับเข้าทำงาน หรือเรียนต่อ เพราะข้อมูลการทำงานไม่เพียงพอหรือมีบันทึกประวัติเก่าจากตำรวจ


การมีสิทธิอันชอบธรรมในการถือครองซอฟต์แวร์ การคัดลอก (Copy) ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ และการลักขโมยซอฟต์แวร์


การมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพอของข้อมูลในอันที่จะป้องกันคลังข้อมูลส่วนตัวและองค์กรและระดับชั้นของการเข้ามาใช้ข้อมูลของพนักงานว่าเข้ามาได้ถึงระดับใด


1.  ความเป็นส่วนตัว (Privacy) เป็นความเกี่ยวข้องกับการรวบรวมและใช้ข้อมูลสำหรับส่วนบุคคล และ เก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยทังไปชาวอเมริกันถือว่าในเรื่อสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวมาก โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ หากไม่ได้รับอนุญาตแล้วจะเข้ามาสังเกตและเรียกใช้ข้อมูลไม่ได้ ทรัพยากรข้อมูลที่มีอยู่ถือว่าเป็นความลับส่วนบุคคลทีเดี่ยวซึ่งตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้น้อยกว่าชาวอเมริกันมาก


2.  ความถูกต้อง (Accuracy) การทำงานในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลข่าวสารเป็นสำคัญ การเก็บฐานข้อมูลไว้ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นอาจมีข้อผิดพลาดได้ อาจจะเก็บรวบรวมข้อมุมูลที่ไม่ถูกดต้อง หรือมีการแอบเข้ามาแก้ไขข้อมูลที่ถูกต้องก็ได้


3.  ความเป็นเจ้าของ (Property) เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สามารถแพร่กระจายไปได้ในรูปของสื่อสารแบบต่าง ๆ สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของข้อมูลและโปรแกรมอย่างถูกต้องนั้นยังเป็นคำถามที่ยาต่อการตอบในเชิงจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาได้มีผลคุ้มครองต่อความถูกต้องของวิชาชีพและนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาของเขาจะมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินชนิดอื่น ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ อย่างไรก็ตามการพิจารณาในเรื่องข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้มักเป็นเรื่องที่ชี้ชัดให้เกิดความกระจ่างได้ยาก


4.   การเข้าถึงข้อมูล (Access) ธรรมชาติขิงผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลหรือใช้ข้อมูลนั้น จะพิจารณาถึงความสามารถที่ใช้คือเอาข้อมูลจากฐานข้อมูลขององค์กรมาใช้ได้อย่างเหมาะสมซึ่งข้อมูลจะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ในระดับที่แตกต่างกันไป ข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการแข่งขันจำเป็นต้องใช้รหัสพิเศษก่อนที่ผู้ใช้จะมีสิทธิใช้งาน และ สามารถใช้ได้อย่างจำกัดดังตัวอย่าง บริษัทที่มีประวัติข้อมูลลูกค้าทั้งในอดีตและปัจจุบัน เจ้าของบริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลของลูกค้าเหล่านั้นหรือไม่ และบริษัทดังกล่าวจะขายรายชื่อลูกค้าพร้อมกับรายละเอียดส่วนตัวให้กับบริษัทอื่นได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้ครอบครองข้อมูลทั้งสิ้น


แนวทางทั่วไปสำหรับการเผชิญกับการแก้ปัญหาทางด้านจริยธรรมข้อมูล (General guidelines for resolving ethical dilemmas) ในเรื่องของจริยธรรมของผู้ใช้งานในระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังไม่ได้มีการกำหนดไว้ แน่นนอนตายตัวว่ามีอะไรบ้าง หากแต่ผู้ใช้และนักวิชาชีพคอมพิวเตอร์ต้องตระหนักและมีจิตสำนึก ตลอดจนหยั่งรู้ถึงความรับผิดชอบต่อการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามเราสามารถรวบรวมแนวทางทั่วไปด้านจริยธรรมเมื่อเผชิญกับปัญหาในด้านการใช้ข้อมูลสารสนเทศได้ดังนี้


(1) การกระทำใด ๆ ของเราเกี่ยวกับข้อมูลนี้ได้มีการพิจารณาไตร่ตรองรอบคอบและไม่ขัดต่อกำหลักที่ว่า “เราดูแลเอาใจใส่ปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา” หรือไม่   


(2) พิจารณาถึงกลุ่มบุคคลที่จะได้ประโยชน์จากการกระทำของเราเป็นต้นว่าเป็นบุคคลกลุ่มใหญ่บุคคลกลุ่มน้อยหรือได้รับประโยชน์เฉพาะตัวเราเท่านั้น


(3) การมีนโยบายบริหารและจัดการข้อมูลอย่างคงเส้นคงวาของบริษัท ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต้องยืดไว้ซึ่งความถูกต้องและยุติธรรม รวมทั้งการไม่รับสินบนใด ๆ จากบริษัทผู้ขาย


(4) การกระทำใด ๆ ของบริษัทขัดแย้งกับจริยธรรมของการเขียนรหัสหรือไม่


แบบจำลองที่แสดงเกี่ยวกับประเด็นด้านจริยธรรม สังคม และการเมือง (A model for thinking about ethical. Social, and political issues) ทั้งสามประเด็นนี้จะมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ภาวะที่คับขันทางด้านจริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้จัดการทุกคนต้องเผชิญ


ทัศนะทางจริยธรรม 5 ประการ ของยุคสารสนเทศ (Five moral dimensions of the information age) มีดังนี้


1.   สิทธิด้านสารสนเทศและพันธะหน้าที่ (Information rights and obligations) สิทธิด้านสารสนเทศอะไรที่องค์การพึงมี และความรับผิดอะไรที่บุคคลและองค์การพึงมี


2.   สิทธิของทรัพย์สิน (Property rights) ในสังคมที่ไม่มีความชัดเจนในเรื่องสิทธิของทรัพย์สิน จะต้องพิจารณาสังคมนั้นควรจะมีการปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร


3.  ความรับผิดชอบในหน้าที่และการควบคุม (Accountability and control) การพิจารณาถึงบุคคลที่จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นอันตรายต่อสิทธิของบุคคล สิทธิของสารสนเทศ และสิทธิของทรัพย์สิน


4.   คุณภาพระบบ (System quality) เป็นการพิจารณาว่าระบบควรมีมาตรฐานและคุณภาพ เพื่อการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล และความปลอดภัยของสังคม


5.  คุณภาพชีวิต (Quality of life) เป็นการพิจารณาว่าค่านิยมใดที่ควรจะรักษาไว้ในสังคมที่ใช้ข่าวสารการมีความรู้พื้นฐาน สถาบันใดที่ควรจะได้รับการปกป้องให้พ้นจากการละเมิดฝ่าฝืน การละเมิดค่านิยม และความประพฤติด้านสังคม การประพฤติเชิงสังคมอย่างไรที่ควรจะได้รับการสนับสนุนจากระบบสารสนเทศ [Information systems (IS)] ใหม่ ๆ


ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ทัศนะทั้งหมดนี้ เราควรที่จะศึกษาแนวโน้มของระบบ และเทคโนโลยีหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ด้วย


แนวโน้มของเทคโนโลยีที่สำคัญที่ทำให้เกิดประเด็นทางจริยธรรม (Key technology trends which raise ethical issues) ประเด็นด้านจริยธรรม (Ethical issues) เป็นประเด็นที่มีการค้นคว้ามาก่อนประเด็นของระบบสารสนเทศ [Information System (IS)] อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีสารสนเทศได้ทำให้ประเด็นด้านจริยธรรมเข้มเข็งขึ้น และทำให้เกิดการปรับปรุทางสังคมอย่างแท้จริง แนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถอธิบายเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรมนี้มี 4 ประการ คือ


1.   การทวีคูณของความสามารถในการคำนวณ (The doubling of computing power) จากคุณภาพ ข้อมูล ที่ไม่ดีและความผิดพลาดของระบบที่มีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาทำให้คนหันมาสนใจในเรื่องระบบมากขึ้น ในอดีตกฎระเบียบและกฎหมายสังคมยังไม่ได้ปรับให้ใช้กับบุคคลที่ถูกละเมิดข้อมูล รวมทั้งความถูกต้องของระบบสารสนเทศ [Information Systems (IS)] ที่ไม่มีมาตรฐานและไม่ได้การรับประกันซึ่งเป็นที่ยอมรับ แม้ว่าในปัจจุบันจะได้มีการพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้


2.  ความก้าวหน้าของที่เก็บข้อมูล (Advances in data storage) เทคนิคและที่เก็บข้อมูลมีการพัฒนาทำให้ที่เก็บข้อมูลมีราคาต่ำลง และสามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากขึ้นถึง 55 เทียราไบท์/27 ตารางฟุต (Teranytes/27 square-foot space) การเข้าถึงข้อมูลสามารถทำได้อย่างรวดเร็วเมื่อฐานข้อมูลมีความจุมากขึ้นและราคาถูกพอที่จะนำมาใช้ในการเก็บและแจกแจงข้อมูลของลูกค้าได้ ในบางครั้งก็มีผู้ที่ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยการเข้าไปดูข้อมูลของผู้อื่นจากฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพนี้


3.  ความก้าวหน้าในเทคนิคการเจาะข้อมูลในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Advances in data mining techniques for large database) ผลจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่อย่างแพร่หลายทำให้เกิดความเสมอภาคในสังคม เพราะในอดีตเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้ถูกใช้เฉพาะกลุ่มสังคมชั้นสูง เช่น ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ เช่น รัฐบาลต้องทำอย่างไรประชาชนจึงจะสามารถรักษาความเสอมภาคภายในสังคมได้ รวมทั้งสนับสนุนในการเข้าถึงข้อมูลที่มีความกระจัดกระจาย พร้อมทั้งนำเอาข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ได้


4.  ความก้าวหน้าในโครงสร้างพื้นฐานของโทรคมนาคม (Advances in the telecommunications infrastructure) ในการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันและสามารถเจาะข้อมูลขนาดใหญ่ในที่ห่างไกลได้ ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นการล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคล การพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารทางด่วน (Superhighway communication networks) โดยใช้ระบบดิจิตอลสำหรับธุรกิจและบุคคลทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจริยธรรมและสังคม ซึ่งไม่สามารถหาผู้ที่รับผิดชอบการไหลหรือการกระจายของข้อมูลในเครือข่ายได้


จริยธรรมในสังคมสารสนเทศ


            จริยธรรมในสังคมสารสนเทศ (Ethics in an information society) เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเลือกของบุคคล เมื่อต้องเผชิญในการปฏิบัติ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม


            แนวคิดพื้นฐาน : ความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ และภาระผูกพันการชำระหนี้ (Basic concepts : Responsibility, Accountability and liability) ประกอบด้วย


1.  ความรับผิดชอบ (Responsibility) เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล และเป็นองค์ประกอบหลักในการกระทำในด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ การยอมรับในเรื่องค่าใช้จ่าย หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบที่ต้องเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ


2.  ภาระหน้าที่ (Accountability) เป็นลักษณะของระบบและสถาบันทางสังคม ซึ่งเป็นกลไกที่เป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำ ระบบและสถาบันที่อยู่ในสภาพที่หาคนรับผิดชอบไม่ได้ ก็จะเป็นการยากที่จะวิเคราะห์ด้านจริยธรรม


3.  ภาระความรับผิด (Liability) เป็นลักษณะของระบบทางการเมือง หมายถึงข้อกำหนดตามกฎหมายที่ให้บุคคลชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น รวมถึงระบบ และองค์การด้วย


4.  กระบวนการในการยื่นอุทธรณ์ (Due process) เป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับสังคมที่ใช้กฎหมายในการปกครอง หมายถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกใช้จนเป็นที่รู้จัก และเป็นขบวนการตามขั้นตอนที่ทำให้บุคคลสามารถยื่นอุทธรณ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อตรวจสอบว่าได้มีการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง


แนวความคิดทั้งหมดนี้ใช้ในการสร้างกรอบ หรือเกณฑ์ในการวิเคราะห์ระบบสารสนเทศ [Information Systems (IS)] ทางด้านจริยธรรม ซึ่งสามารถแบ่งการศึกษาออกได้เป็น 3 ส่วน คือ


(1) จะศึกษาเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ [Information Systems (IS)] ขององค์กร สถาบัน และบุคคล ซึ่งเป็นตัวเผยแพร่เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น


(2) จะศึกษาเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับสถาบันองค์การ และ บุคคลที่ใช้เทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ [Information Technology (IT)] ในท่าทีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งหมายถึง การที่สามารถรับผิดชอบในการกระทำ


(3) จะศึกษาว่าสังคม การเมือง บุคคล และกลุ่มอื่น ๆ สามารถแก้ไขข้อเสียหายทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยผ่านขบวนการในการยื่นอุทธรณ์ได้ (Due process)


 


 


 


 


 


 


กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ


            ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบางประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีกฎหมายควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต ก็ยังไม่สามารถควบคุมภัยล่อลวงต่าง ๆ จากสื่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเด็ดขาดเต็มที่โดยเฉพาะควบคุมดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นก็ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะการเผยแพร่สื่อสารลามกหรือบ่อนการพนัน


ซึ่งปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลในการเข้าถึงข้อมูล การก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ยังอาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอีกด้วย อีกทั้งลักษณะพิเศษของข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นใยแมงมุม  ซึ่งระบบกระจายความรับผิดชอบไม่มีศูนย์กลางของระบบ และเป็นเครือข่ายข้อมูลระดับโลกยากต่อการควบคุม และเป็นสื่อที่ไม่มีตัวตน หรือแหล่งที่มาที่ชัดเจน ทั้งผู้ส่งข้อมูล หรือผู้รับข้อมูล


             ดังนั้นกฎหมายที่จะมากำกับดูแล หรือควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต จะต้องเป็นกฎหมายลักษณะพิเศษ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  แต่ความแตกต่างในระบบการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในแต่ละประเทศยังเป็นปัญหาอุปสรรค  ในการร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลเป็นกฎหมายยังคงอยู่ในระยะที่กำลังสร้างกฎเกณฑ์กติกาขึ้นมากำกับบริการอินเทอร์เน็ต


ประเทศไทยกับการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ


            กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยคณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเรียก (กทสช) ได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 ฉบับ ได้แก่


                1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law)


                        เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่าเทียมกับนิติสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์


                2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law)


                        เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์


                3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน (National Information Infrastructure Law)


                        เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้


                4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law)


                           เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ


                5. กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)


                           เพื่อกำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย  ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม


                6. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer Law)


                          เพื่อกำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น


อ า ช ญ า ก ร ร ม ท า ง C o m p u t e r


          เทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่น ข้อด้อยของตนทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามีถึง 230% ในช่วงปี 2002 และ แหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่ารุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นำไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องลงทุนด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง


แต่ไม่ว่าจะมีการป้องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ระบบการโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่


          Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอทีเป็นอย่างยิ่ง บุลากรในองค์กร หน่วยงานคุณไล่พนักงานออกจากงาน, สร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงาน นี่แหล่ะปัญหาของอาชญกรรมได้เช่นกัน


          Buffer overflow เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม การส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่ายเป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ไม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่งข้อมูลกระหน่ำระบบได้


          Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน


          CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็นช่องโหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน


          Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ Hidden ย่อมเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำมาใช้งานได้ทันที


          Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากร นำไปจู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือระบบ จะทำการปรับปรุง (Updated) ซอตฟ์แวร์ที่มีช่องโหว่นั้น ก็สายเกินไปเสียแล้ว


          Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พ้นการส่งค่าผ่านทางบราวเซอร์ แม้กระทั่งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่น หรือรุ่นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็เป็นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน


          Malicious scripts ก็เขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน มั่นใจหรือว่าไม่เจอปัญหา อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแผงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียก โปรแกรมนั่นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยเราเองไม่รู้ว่าเรานั่นแหล่ะเป็นผู้สั่งรันโปรแกรมนั้นด้วยตนเอง น่ากลัวเสียจริงๆๆ


          Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนด จะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร


ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีตั้งแต่เริ่มแรก และดำรงอยู่อย่างอมตะตลอดกาล ในปี 2001 พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสียหายได้สูงสุด เป็นมูลค่าถึง 25,400 ล้าบบาท ในทั่วโลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน


อาชญากรรมคอมพิวเตอร์


อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คือ การกระทำใดๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย


กระบวนการทำผิด


1. ทำให้คอมฯ ทำงานผิดพลาด


2. การใช้คอมฯ ในการกระทำผิด


3. การใช้คอมฯ หาผลประโยชน์


อาชญากรทางคอมพิวเตอร์


1. พวกมือใหม่ กางเกงขาสั้น


2. นักเจาะข้อมูล (Hacker)


3. อาชญากรในรูปแบบเดิม ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ


4. อาชญากรมืออาชีพ


5. พวกหัวรุนแรงคลั่งลัทธิ


ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์


1. การเปลี่ยนแปลง ตัดต่อ ทำลายข้อมูล : เวลาทำงาน, บัญชี


2. การเจาะระบบ (Hacking)


-ระเบิดโทมาฮอค


-141 Hackers สาธารณูปโภค


-War Game สงครามปรมาณู


3. ไวรัสคอมพิวเตอร์


-Yahoo “Logic Bomb/ Warm”


Ex. Worm : Stone, Undicd, Michealangallo, ลาวดวงเดือน


4. การโจรกรรมข้อมูล


-ทางทหาร, การค้า, ความลับ


5. การหลอกเครื่องคอมฯ


-วายร้าย A.T.M.


6. การค้าขายหลอกลวงโฆษณาเกินจริง


7. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ลามก, อนาจาร


-ภาพถ่ายผู้หญิงเข้าห้องน้ำ


-ละเมิดเด็ก


-เชื่อมเวบไซด์ sex + สันตะปาปา


8. การค้าประเวณี


-นัดหมายทาง E – mail


9. การเล่นการพนัน


10. การฟอกเงินผ่านอินเตอร์เน็ต


11. การบงการประกอบอาชญากรรม


12. การปลุกระดมผ่านอินเตอร์เน็ต


-การล้มล้างรัฐบาล


13. การหมิ่นประมาท


*14. การฆ่าคนผ่านอินเตอร์เน็ต*


15. ปัญหา Y2K


-ธนาคาร, สถาบันการเงิน


-โรงพยาบาล เครื่องช่วยหายใจ, ฉีดยาอัตโนมัติ


-ภาษี, บัตรประชาชน


-โทรศัพท์


-หอบังคับการบิน


-การป้องกันประเทศ


แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดจาก Y2K คือ ปัญหาโปรแกรมมั่ว


16. การรบกวนการทำงานคอมฯ ทั้งระบบ


-ส่ง E-mail 8,000 ฉบับ


*โรงพยาบาลกรุง Stock home


ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์


1. การป้องกันเสียค่าใช้จ่ายสูง


-ร่วมมือแจ้ง E-mail


2. พิสูจน์กระทำผิด (Internet)


เช่น -ทำผิดที่ อเมริกาแต่ผลเกิดที่ไทย ปัญหาคือ การพิสูจน์การกระทำผิด


3. รับฟังพยานหลักฐาน


4. การบังคับใช้กฎหมาย : ข้ามชาติ


5. การขาดกฎหมายที่เหมาะสม


-อะไรคือทรัพย์ ?


-ใครคือผู้ปกป้อง


-ดำเนินการกับใคร


6. ความไม่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเจ้าหน้าที่


7. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่


บทที่ 6 การจัดองค์การ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบสารสนเทศ


การจัดองค์การการวางโครงสร้างขององค์กรที่สามารถเอื้ออำนวยให้แผนงานที่จัดทำขึ้นไปสู่สัมฤทธิ์ผลที่ปรารภนา โดยกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของกลุ่มบุคคลในองค์กร เพื่อให้งานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


ประโยชน์ของการจัดองค์กร


1.      ทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


2.      ทำให้งานทุกอย่างในองค์กรดำเนินไปด้วยความสำเร็จด้วยดี


3.      ทำให้ประหยัดและคุ้มค่าเพราะไม่เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนและความล่าช้า


4.      ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและเจริญเติบโตต่อไป


5.      ทำให้สมาชิกเกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน


6.      ทำให้สมาชิกในองค์กรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน


บุคลากรในองค์กรระบบสารสนเทศแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ


1.      บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ


2.      บุคลากรทางการบริหารสารสนเทศ


3.      บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ


บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ


·       ผู้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) ทำหน้าที่ควบคุมและดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์


·       ผู้บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผลต่อไป


·       ผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์


·       ผู้ควบคุมโปรแกรมระบบ (System Programmer) ทำหน้าที่ดูแลการทำงานของโปรแกรมระบบ


·       นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ทำหน้าที่ในการศึกษาและประเมินผลระบบการทำงานในปัจจุบันของหน่วยงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบงานของหน่วยงาน


·       นักออกแบบฐานข้อมูล (Database Designer) ทำหน้าที่ออกแบบฐานข้อมูลในระบบงาน


·       ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator) ทำหน้าที่จัดการประสานงาน และควบคุมดูแลฐานข้อมูลขององค์กร


·       วิศวกรคอมพิวเตอร์ (Computer Engineer) ทำหน้าที่ดูแลและแก้ไขปัญหาการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์


·       พนักงานด้านการสื่อสารข้อมูล (Data Communication Supervisor) ทำหน้าที่ติดตั้งและดูแลการทำงานของอุปกรณ์ด้านการสื่อสารข้อมูล


·       ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย (Data Ccommunication or Network Specialist)


·       ทำหน้าที่ในการออกแบบระบบการสื่อสารข้อมูลในระบบสารสนเทศ


·       นักวิเคราะห์สารสนเทศ หรือผู้ประสานงานด้านผู้ใช้ (Information Analyst or User Liaison) ทำหน้าที่ประสานงานและศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานจากระบบสารสนเทศของผู้ใช้


บุคลากรทางการบริหารสารสนเทศบุคลากรที่ทำหน้าที่ทางการบริหารงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่กำหนดกันในปัจจุบัน มีดังนี้


CIO (Chief Information Officer) เป็นผู้บริหารระดับสูงของงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กรMIS Manager or Director ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่ในการจัดการและควบคุมดูแลการทำงานของระบบสารสนเทศทั้งหมดขององค์กรIS Executive เป็นผู้ที่รับผิดชอบในการจัดการ และควบคุมการทำงานด้านระบบสารสนเทศภายในหน่วยงานการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับระบบสารสนเทศในองค์กรมีวัตถุประสงค์ในการดูแลบำรุงรักษาระบบสารสนเทศ ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ “หน่วยงานระบบสารสนเทศ (Information System Unit หรือ IS Unit)” ในการจัดตั้งสามารถจัดตั้งได้ 3 ลักษณะคือ


1.      หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์


2.      หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์


3.      หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบกระจาย


หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์ (Centralized Information System Unit)มีหน้าที่ดังนี้


·       กำหนดแผนกลยุทธ์และแผนดำเนินการในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้


·       ดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศและการจัดการเครื่องมือเครื่องใช้


·       ออกแบบสร้างฐานข้อมูลที่จะสามารถใช้งานร่วมกันได้ทุกหน่วยงาน


·       ดูแลการปฏิบัติงานโดยรวมของระบบที่ได้พัฒนาให้กับหน่วยงาน


·       ออกแบบและสร้างระบบการสื่อสารข้อมูลหรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร


ข้อดี คือ สามารถควบคุมดูแลข้อมูลการดำเนินงานของระบบสารสนเทศตลอดจนการรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลขององค์กรได้เป็นอย่างดี


ข้อเสีย คือ การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์ให้กับฝ่ายต่าง ๆ ใช้เวลานาน


หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Information System Unit)


               หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์ คือ


·       วางแผนในการนำเทคโนโลยีสารสนทศมาใช้ในหน่วยงานของตน


·       พัฒนาระบบสารสนเทศให้กับหน่วยของผู้ใช้ที่ได้สังกัดอยู่


·       ดูแลฐานข้อมูลระบบสารสนเทศของหน่วยงาน


·       ให้คำปรึกษาต่อการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในงานของผู้ใช้


ข้อดี คือ สามารถพัฒนาระบบสารสนเทศได้ตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้


ข้อเสีย คือ การพัฒนาระบบต่าง ๆ จะเป็นแบบคนต่างทำไม่มีการประสานงานกันย่อมเกิดปัญหาการใช้ข้อมูลหน่วยงานระบบสารสนเทศแบบกระจาย (Distributed Information System Unit)


               เป็นการผสมผสานระหว่างหน่วยงานแบบรวมศูนย์และไม่รวมศูนย์ เพื่อลดปัญหาของทั้งสองรูปแบบ คือ แบบรวมศูนย์มีข้อจำกัดในเรื่องความล่าช้าและความคล่องตัวในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้กับผู้ใช้ ส่วนแบบไม่ศูนย์จะเกิดความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสารสนเทศ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างดำเนินการพัฒนาระบบงานของตนเอง ขาดการประสานงานด้านการใช้ข้อมูลร่วมกัน ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน


การจัดองค์กรในหน่วยงานระบบสารสนเทศ


ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยภายใต้หน่วยระบบสารสนเทศ ดังนี้


  หน่วยงานปฏิบัติ (Operations Unit) มีหน้าที่ควบคุมดูแลและปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับเรื่อง


·       เตรียมข้อมูลและบันทึกข้อมูลก่อนนำไปประมวลผล


·       จัดลำดับงานก่อนหลังในการประมวลผลข้อมูล


·       ดูแลบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ และระบบสื่อสารข้อมูล


·       ดูแลสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์


หน่วยงานด้านพัฒนาระบบ (System Development Unit) มีหน้าที่


·       วิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศในองค์กร


·       เขียนโปรแกรมพัฒนาระบบงานประยุกต์


·       การจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้ให้เหมาะสมกับงาน


·       การฝึกอบรมผู้ใช้งาน


·       การบำรุงรักษาระบบ


หน่วยงานบริการทางเทคนิค (Technical Service Unit) สนับสนุนทางเทคนิคกับหน่วยงานอื่น ๆ มีหน้าที่


·       การดูแลซอฟต์แวร์ระบบทั้งหมด


·       การควบคุมดูแลและบริหารการใช้ข้อมูลโดยรวมขององค์กร


·       การประเมินเทคโนโลยีใหม่ ๆ


หน่วยงานด้านวางแผนและบริหาร (Planning and Administration Unit) มีหน้าที่


·       บริหารงานทั่วไป


·       การวางแผนการใช้งานเทคโนโลยีที่มีอยู่


·       การจัดทำงบประมาณ


·       การบริหารงานบุคคลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ


·       การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางเทคนิค


·       การพัฒนาและกำหนดมาตรฐานในการทำงาน


นอกจากนี้อาจมีหน่วยงานอื่น ๆ อีก เช่น หน่วยตรวจสอบระบบการประมวลผลคอมพิวเตอร์, หน่วยงานติดตามและประเมินเทคโนโลยี เป็นต้น


แนวคิดในการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบ ซึ่งสามารถจัดประเภทของความเสียหายกับระบบสารสนเทศได้ดังนี้


1. ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาของมนุษย์ - การก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การขโมยข้อมูล


2. ความเสียหายเนื่องจากภัยธรรมชาติ - ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ ฟ้าผ่า พายุ เป็นต้น


3. ความเสียหายเนื่องจากขาดระบบป้องกันทางกายภาพ (Physical Security) - การขาดระบบการป้องกันที่ดี ในทางการวางระบบคอมพิวเตอร์


4. ความเสียหายเนื่องจากความบกพร่องของระบบสภาพแวดล้อม ของสารสนเทศ - ความเหมาะสมของอุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์


5. ความเสียหายเนื่องจากความล้มเหลวของการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบสารสนเทศ - ขาดการบำรุงรักษา


6. ความเสียหายเนื่องจากความล้มเหลวของระบบเครือข่าย หรือระบบสื่อสารข้อมูล


7. ความเสียหายเนื่องจากความผิดพลาดจากการทำงานภายในระบบสารสนเทศเอง - เนื่องจากซอฟต์แวร์ โปรแกรม


การรักษาความปลอดภัยให้กับระบบสารสนเทศสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง คือ


การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงกายภาย (Physical Planning Security)


การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงตรรกะ (Logical Planning Security)


การวางแผนป้องกันความเสียหาย (Disaster Planning Security)


 การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงกายภาย (Physical Planning Security)เกี่ยวกับสภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีดังนี้


1. การจัดการดูแลและป้องกันในส่วนของอาคารสถานที่


ทำเลที่ตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือห้องคอมพิวเตอร์


การจัดการดูแลและป้องกันภายในศูนย์คอมพิวเตอร์


2. การจัดการดูแลและป้องกันเกี่ยวกับระบบสภาพแวดล้อม


3. การจัดการดูแลและป้องกันในส่วนของฮาร์ดแวร์


จัดการดูแลอุปกรณ์เอง


เรียกบริษัทผู้ขาย หรือบริษัทอื่นดูแลให้เป็นครั้ง ๆ ไป


ทำสัญญาการบำรุงรักษาอุปกรณ์เป็นรายปี


การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงตรรกะ (Logical Planning Security)


               เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในเรื่อง ดังนี้


1.      การรักษาความปลอดภัยก่อนผ่านข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ - เป็นการกำหนดสิทธิผู้ใช้ มีรหัสผ่าน


2.    การรักษาความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลในระบบสารสนเทศ - กำหนดสิทธิของตัวข้อมูลในระดับต่าง ๆ


3.    การรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูล - หรือการเข้ารหัสข้อมูล


การวางแผนป้องกันความเสียหาย (Disaster Planning Security)มีวิธีการป้องกันดังนี้


1.      การจัดเตรียมศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง -


2.      การจัดเตรียมข้อมูลสำรอง


3.      การจัดเตรียมเรื่องการกู้ระบบหลังจากเกิดการเสียหายขึ้น


4.      การวางแผนป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์


ข้อควรระวังและแนวทางการป้องกันการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์by thitayaanuthida in Uncategorized


ข้อควรระวังก่อนเข้าไปในโลกไซเบอร์


– Haag ได้เสนอกฎไว้ 2 ข้อคือ ถ้าคอมพิวเตอร์มีโอกาสถูกขโมย ให้ป้องกันโดยการล็อกมัน และถ้าไฟล์มีโอกาสที่จะถูกทำลาย ให้ป้องกันด้วยการสำรอง (backup)


– ถ้าท่านซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ให้พิจารณาข้อพึงระวังต่อไปนี้


1) บัตรเครดิตและการแอบอ้าง


2) การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล


3) การป้องกันการติดตามการท่องเว็บไซต์


4) การหลีกเลี่ยงแปมเมล์


5) การป้องกันระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย


6) การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์


ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันการก่อกวนและทำลายข้อมูลได้ที่ ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย(ttp://thaicert.nectec.or.th/)


นอกจากข้อควรระวังข้างต้นแล้ว ยังมีข้อแนะนำบางประการเพื่อการสร้างสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนี้


1) การป้องกันเด็กเข้าไปดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม


2) การวางแผนเพื่อจัดการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้ว


3) การใช้พลังงาน


http://chaiwan2.igetweb.com/index.php?mo=59&action=page&id=499722

5
Network / [GSM] USSD (Unstructured Supplementary Service Data)
« on: April 11, 2015, 05:59:28 pm »





DTAC Happy USSD Codes
Adding *9 returns English language.  So *101# would give a Thai message. *101*9# would be in English.


Check your remaining balance – Press: *101*9# send or *101# send
Check your Internet credit – Press: *101*4*9# send
Check your SMS credit – Press: *101*2*9# send
Check your Happy for free credit – Press: *101*5*9# send
Find out your phone number – Press: *102*9# send
Check your Promotion – Press: *103*9# send – Switch plans IVR: Press *1003 send press 9
Current and last month’s usage – Press *108*9# send
Emergency refill service – Press *110*9# send
Extend Validity  - Press : *113*[number of days 30/90/180]*9#send Example: *113*180*9# send for  180 day extension.
Wrong number Refund service – Keypress:*111*9# send – IVR:*1011
Emergency Call Me Back service – Press: *114*10_digits_number_you_want_to_contact*9# send – IVR:*1490
Turn on IR (International Roaming) – Press: *118*9#send or *1018 send
Turn off IR – Press: *118*2*9#send
Check IR roaming status – Press: *118*3*9#send
Check the price of a call to any country – Press: 004 international_number_to_call send
Credit Transfer Service – Press : *112*10 digits Happy Number*amount*9# send  (Amounts: 20-200 Baht, 2 baht fee)    IVR: *1411
Live Thai to  English translation service: IVR: *1021 send
Check remaining balance of your internet package – *101*4*9# send
Check if the number is in DTAC network – *102*1*10 digits number*9# send
Check if the number is in DTAC network area – *102*10 digits number*9# send
Activate/Deactivate Happy internet – *104*71*9# send (Activate)    *104*72*9# send (Deactivate)
Data Packages
More USSD Codes
Top






AIS 12Call USSD Codes
*120*_Top-up-code_# send – Add Credit from top up card
*121#
*121*3# send – Check your remaining data plan balance
*121*2# send - Check free airtime.
*121*1# send - Check mao mao bonus.
 *121# send – Check your remaining balance ( or Dial *121 send )
*125  or  Press *125*1# send – Turn on International Roaming
*545# send – Get your own phone number
*139# send – Check remaining SMS/GPRS/WiFi balance  ( Old – changed to *121# )
*777 send – Change Promotion
*700 send – Balance and validity transfer, language change and call me back service
*120 send Call: 900120 send – Activate new SIM
*292* 12call number *amount # send (20, 50, 100, 200, 300, 400 and 500 thb) – Transfer credit from AIS Post Paid to 12Call
*140 send or *140*1* 12call number*amount# send (10,20, 50, 100 thb) – Transfer credit to another user
*500*9# send – Add 30 days validity for 30 THB on Mao Mao package
*500*1# send – 25 Calling minutes for 20 thb – valid 48 hours
*388# send – Get WiFi Username and password.
Data Packages
AIS 1-2-Call International Calling with 005 and 00500 (cheaper)
Dial 005 or 00500 before the number to use these calling rates from AIN Globelines service.  Example: AUSTRALIA Dial 00500 > 61 14 XXXXXXX = 7 Baht / Min.  All keypress codes free.


Check “00500″ call rate to another country – Press *005*0*country code#send
Check “500″ call rate to another country – Press: *500*1*country code#send
Return address and phone number of the countries embassy – Press: *500*2*country code#send
Check the cost of your most recent 005 international call – Press: *500*3#send
Check current time in countries time zone – Press: *500*3*country code#send
Top






True Move USSD Codes
Refill your credit – Press: *123* Top Up Card number 14 digits # send  or 9301 send  or 9300 send press 1
Refill credit  to other number – Press : *123* Top Up Card number 14 digits* other’s mobile number 10 digit #send   or 9300 send  press 2
Balance check – Press: #123#send or 9302 send press 1
Show your number – Press: *833#send  or 9303send
Extend Validity – Call: *9344send (3 baht per call)
Check promotion – Press: *935#send or 9305 send
Switch Promotion – Press : 9305send press 1
Check your mobile number under TrueMove or TrueMove H – Press: *833*mobile number 10 digit#send
TrueMove Care – Call: 1331send (3 baht per call)  or +66-8-9100-1331
Activate new SIM card: 9302sendor #110#send
Low cost call: 00600+Country Code+Area Code+Destination Numbersend
First call: 006+Country Code+Area Code+Destination Numbersend
Get free wifi: Text “wifi” to 9433 send (username and pass will be sent via sms)
Buy WiFi for one day: Text “1day” to 9434send
Sign up of WiFi / EDGE / GPRS / 3G: *9000send
Change Language: 9304send
Activate GPRS: 9779send
Turn on Roaming (IR): IVR Press *93213  press 1
Data packages
Emergency Refill Service


7
etc. / [อาร์ม] กาวรีดบนอาร์ม
« on: April 07, 2015, 11:23:10 pm »



[/size]กาวรีดการ์ตูน Gem (Gold 30 cm)[/size][/font]

Shinjuku - Japan/Hot Melt Adhesive Film
[/size]รายละเอียดสินค้า[/font]

[/size]วัตถุประสงค์/คุณสมบัติ
1. ใช้ในกลุ่มโรงปัก, ฟิล์มกาวไนล่อนที่ใช้รีดด้านหลังตัวปัก (อาร์ม)
2. คุณภาพสูงนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น, รีดติดด้านหลังงานอาร์ม นำตัวอาร์มไปรีดติด
    บนเสื้อผ้าอย่างถาวร
3. เครื่องที่สามารถใช้รีด กาวรีดการ์ตูน ชินจูกุได้
    - เครื่องกดรีดแบบร้อน รุ่นที่มีระบบควบคุมเวลาและอุณหภูมิ, ลูกกลิ้งความร้อน,
      เครื่องอัลตร้าโซนิค, เครื่องซีลแบบร้อน, เตารีด
      (ไม่แนะนำให้ใช้เครื่องเชื่อมต่อความถี่สูง และเตารีดไอน้ำ)
4. ควรนำผ้าไปซักทุกครั้งก่อนการรีด เพื่อล้างสารเคมี แป้ง... ฯลฯ ที่ติดบนผ้าออกให้หมดก่อน
5. ไม่ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่น
 
[/size]ข้อดี
1. ทนต่อการซัก Lasts through washes
2. ใช้งานง่าย easy to use
สี ขาวขุ่น

 
[/size]การเก็บรักษา
1. ควรเก็บไว้ให้ห่างจาก เด็ก เปลวไฟ แสงแดด ความร้อน และความชื้น
2. ควรเก็บไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทสะดวก
3. ควรเก็บในที่แห้งและความชื้นต่ำ
4. ควรเก็บในถุงพลาสติกทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ เพื่อไม่ให้สัมผัสกับความชื้นและฝุ่น
5. ไม่ควรเก็บซ้อนมากกว่า 3-5 ชั้น
 
หมายเหตุ[/b]
ควรทำการทดสอบกับผ้าที่ใช้ทุกครั้ง **(Pre testing is required)[/font]



http://www.rapos.com/productSub.php?WP=q09ZxT25Mo7o2OO0ETyWrUOjqJ1iq3WZE210M3u0qTxzrQqjG22Dq7yZ4T1yM210o2yVrUqjo21bq1AZMJ1aM2S0HTxzrQOjZ21Cq5OZhJ3tM2E0nJy0rT5jLJ10q25Zo21wMlM0qJyerUIjnz1hq2yZnT1mM090xTz5rBOjrJ1yq2gZpz1yM3E0p2yurT0o7o3Q

8
MS Software / [vcdrom] iso to vitual cdrom drive
« on: October 30, 2014, 02:06:42 am »

Virtual CD-ROM Control Panel


This utility enables users of Windows XP, Windows Vista, and Windows 7 to mount ISO disk image files as virtual CD-ROM drives.

http://www.microsoft.com/en-gb/download/details.aspx?id=38780




9
Unix/Linux/FOSS / [Debian] postgresql 9.3
« on: October 08, 2014, 05:29:41 am »


Create the file /etc/apt/sources.list.d/pgdg.list, and add a line for the repository
deb http://apt.postgresql.org/pub/repos/apt/ wheezy-pgdg main


Import the repository signing key, and update the package lists
wget --quiet -O - https://www.postgresql.org/media/keys/ACCC4CF8.asc | \
  sudo apt-key add -
sudo apt-get update




apt-get install postgresql-9.3









Set password to PostgreSQL user postgres


su -l root
su - postgres
psql
then


psql (9.3.3)
Type "help" for help.
 
postgres=# \password postgres
Enter new password:
Enter it again:
postgres=#
Exit psql console using


postgres=# \q






http://www.postgresql.org/download/linux/debian/


http://www.pontikis.net/blog/postgresql-9-debian-7-wheezy

10
Embedded/Hardware / [Cubian] add wifi driver
« on: September 21, 2014, 02:53:08 am »
เมื่อ aptitude full-update ผลคือ wlan จะไม่เห็น
ให้ทำการแก้ดังนี้



# apt-get update && apt-get install cubian-update


update kernel
# cubian-update


enable verbose mode
# cubian-update -v




downgrade the kernel after updated, run
# cubian-update --revert-firmware


11
Embedded/Hardware / [Banana Pi] CPU A20
« on: September 20, 2014, 05:51:59 am »
Banana Pi Board A20 จริงๆก็คือ Cubie Board 2 แต่เอา NAND Flash 4G ออก ราคาเลยถูกกว่านิดหน่อย


https://www.facebook.com/nano.in.th/posts/4994685044111




http://www.bananapi.org/


http://cubieboard.org/






12
Embedded/Hardware / [CubieBoard] Script Burn MicroSD to NAND Flash
« on: September 19, 2014, 05:43:20 am »

#!/bin/bash
#
# Author: cubieplayer(cubieplayer@github.com)
# Filename: cubian-install.sh
# Depends: md5
# Description: This script can help transfer you system on
#  SD-card to NAND_DEVICE automatically. Supports the following
#  Distributions.
#
#  Cubian for cubieboad1 A10 kernel greater than 3.4.43
#  Cubian for cubieboad2 A20 kernel 3.3.0
#  Cubian for cubieboad2 A20(Rev A,B) kernel greater than 3.4.43
#  Cubian for cubietruck A20(Rev A,B) kernel greater than 3.4.43
#
#  U-Boot source:
#
https://github.com/mmplayer/u-boot-sunxi
#
# Copyright (c) 2013, cubieplayer. All rights reserved.
#


set -e


TESTING=false;


if [[ "$1" = "test" ]];then
   TESTING=true;
fi


CWD="/usr/lib/cubian-nandinstall"


NANDPART="${CWD}/nand-part"


MMC_DEVICE="/dev/mmcblk0"
NAND_DEVICE="/dev/nand"
NANDA_DEVICE="/dev/nanda"
NANDB_DEVICE="/dev/nandb"
NAND1_DEVICE="/dev/nand1"
NAND2_DEVICE="/dev/nand2"


DEVICE_A10="a10"
DEVICE_A20="a20"


CPU_INFO="/proc/cpuinfo"


MNT_BOOT="/mnt/nanda"
MNT_ROOT="/mnt/nandb"


CURRENT_PART_DUMP="${CWD}/nand.tmp"
EXCLUDE_FILE_LIST="${CWD}/exclude.txt"


COLOR_NORMAL=$(echo -e "\033[m")
COLOR_BLUE=$(echo -e "\033[36m")
COLOR_GREEN=$(echo -e "\033[32m")
COLOR_YELLOW=$(echo -e "\033[33m")
COLOR_GRAY=$(echo -e "\033[37m")
COLOR_RED=$(echo -e "\033[31m")


ERR_DETECT_DEVICE="error: failed to detect your device"


NAND_BOOT_DEVICE=
NAND_ROOT_DEVICE=


DEVICE_TYPE=
MACH_ID=


echoBlue(){
   echo "${COLOR_BLUE}${1}${COLOR_NORMAL}"
}


echoRed(){
   echo "${COLOR_RED}${1}${COLOR_NORMAL}"
}


echoYellow(){
   echo "${COLOR_YELLOW}${1}${COLOR_NORMAL}"
}


echoGreen(){
   echo "${COLOR_GREEN}${1}${COLOR_NORMAL}"
}


promptyn () {
while true; do
  read -p "$1 " yn
  case $yn in
    [Yy]* ) return 0;;
    [Nn]* ) return 1;;
    * ) echo "Please answer yes or no.";;
  esac
done
}


umountNand() {
sync
for n in ${NAND_DEVICE}*;do
    if [ "${NAND_DEVICE}" != "$n" ];then
        if mount|grep ${n};then
            umount -l $n
        fi
    fi
done
}


formatNand(){
if [[ "$DEVICE_TYPE" = "${DEVICE_A20}" ]];then
(echo y;) | $NANDPART -f a20 $NAND_DEVICE 128 'bootloader 2048' 'linux 0'
else
(echo y;) | $NANDPART -f a10 $NAND_DEVICE 16 'bootloader 2048' 'linux 0' >> /dev/null
fi
}


nandPartitionOK(){
local partinfo=
local partcount=
local partbad=
local partcount=
if [[ "$DEVICE_TYPE" = "${DEVICE_A20}" ]];then
        partinfo=$($NANDPART -f a20 $NAND_DEVICE)
else
        partinfo=$($NANDPART -f a10 $NAND_DEVICE)
fi
printf "$partinfo" | grep "all partition tables are bad" >> /dev/null
if [ $? -eq 0 ];then
  return 1
fi


partcount=$(printf "$partinfo" | grep "partitions" | sed 's/[^0-9]//g')


if [ "$partcount" != "2" ];then
  return 1
fi


if ! test -b $NAND_BOOT_DEVICE;then
  return 1
fi


if ! test -b $NAND_ROOT_DEVICE;then
  return 1
fi


return 0
}


mkFS(){
mkfs.vfat $NAND_BOOT_DEVICE >> /dev/null
mkfs.ext4 $NAND_ROOT_DEVICE >> /dev/null
}


disableJournal(){
tune2fs -o journal_data_writeback $NAND_ROOT_DEVICE >> /dev/null
tune2fs -O ^has_journal $NAND_ROOT_DEVICE >> /dev/null
e2fsck -f $NAND_ROOT_DEVICE
}


mountDevice(){
if [ ! -d $MNT_BOOT ];then
    mkdir $MNT_BOOT
fi
mount $NAND_BOOT_DEVICE $MNT_BOOT


if [ ! -d $MNT_ROOT ];then
    mkdir $MNT_ROOT
fi
mount $NAND_ROOT_DEVICE $MNT_ROOT
}


installBootloader(){
rm -rf $MNT_BOOT/*
rsync -avc $BOOTLOADER/* $MNT_BOOT
rsync -avc /boot/script.bin /boot/uEnv.txt /boot/uImage* $MNT_ROOT/boot/
sed -e 's|root=/dev/mmcblk0p1|root='$NAND_ROOT_DEVICE'|g' -i $MNT_ROOT/boot/uEnv.txt
if [[ "$DEVICE_TYPE" = "${DEVICE_A20}" ]];then
   echo "machid=${MACH_ID}" >> $MNT_ROOT/boot/uEnv.txt
fi
}


installRootfs(){
set +e
rsync -avc --exclude-from=$EXCLUDE_FILE_LIST / $MNT_ROOT
set -e
echoBlue "sync disk... please wait"
sync
}


patchRootfs(){
cat > ${MNT_ROOT}/etc/fstab <<END
#<file system>   <mount point>   <type>   <options>   <dump>   <pass>
$NAND_ROOT_DEVICE   /      ext4   defaults,noatime   0   1
END
}


########## main ##########


### check if root
if [[ ${EUID} -ne 0 ]]; then
   echoRed "!!! This tool must be run as root"
   exit 1
fi


### check if running on SD-card fstab should contains "/dev/mmcblk0p1 /"
set +e


cat /etc/fstab | awk '{if($2=="/") {print $1}}' | grep $MMC_DEVICE > /dev/null 2>&1
if [[ $? -ne 0 ]];then
   echoRed "!!! This tool must be run on SD-card system"
   exit 2
fi


### determine device
if [[ -f $CPU_INFO ]];then
   if cat $CPU_INFO | grep -q 'sun4i';then
      DEVICE_TYPE="$DEVICE_A10"
   elif cat $CPU_INFO | grep -q 'sun7i';then
      DEVICE_TYPE="${DEVICE_A20}"
      ### determine machid
      uname -r | grep '3.3.0' > /dev/null 2>&1
      if [[ $? -eq 0 ]];then
         MACH_ID='0f35'
      else
         MACH_ID='10bb'
      fi
   else
        echoRed "$ERR_DETECT_DEVICE, must be sun4i or sun7i device"
      exit 1
   fi
else
    echoRed "$ERR_DETECT_DEVICE, ${CPU_INFO} is not exist"
   exit 1
fi


set -e


### The bootloader is ready now
BOOTLOADER="${CWD}/${DEVICE_TYPE}/bootloader"


### set nand device
if [[ -b $NANDA_DEVICE ]];then
   NAND_BOOT_DEVICE="$NANDA_DEVICE"
elif [[ -b $NAND1_DEVICE ]];then
   NAND_BOOT_DEVICE="$NAND1_DEVICE"
fi


if [[ "$DEVICE_TYPE" = "$DEVICE_A10" ]];then
   NAND_ROOT_DEVICE="$NANDB_DEVICE"
elif [[ "$DEVICE_TYPE" = "${DEVICE_A20}" ]];then
   if [[ -b "$NANDB_DEVICE" ]];then
      NAND_ROOT_DEVICE="$NANDB_DEVICE"
   elif [[ -b "$NAND2_DEVICE" ]];then
      NAND_ROOT_DEVICE="$NAND2_DEVICE"
   fi
fi


echo "
                                             
 #    #   ##   #####  #    # # #    #  #### 
 #    #  #  #  #    # ##   # # ##   # #    #
 #    # #    # #    # # #  # # # #  # #     
 # ## # ###### #####  #  # # # #  # # #  ###
 ##  ## #    # #   #  #   ## # #   ## #    #
 #    # #    # #    # #    # # #    #  #### 


"
if promptyn "Your data on $NAND_DEVICE will lost, Are you sure to continue?[y/n]"; then
    umountNand
   echoBlue "Re-partitioning NAND device"   
    formatNand
   echoBlue "Check partition table"   
   if nandPartitionOK;then
       echoBlue "Formating NAND devices"   
       mkFS
       echoBlue "Mount NAND partitions"   
       mountDevice
           umountNand
       mountDevice
       echoBlue "Install and configure bootloader"
       installBootloader
       echoBlue "Transferring rootfs, please be patient"
       if ! $TESTING;then
          installRootfs
          patchRootfs
       fi
       umountNand
       echoBlue "Optimize NAND performance"
            disableJournal
       echo ""
          echoGreen "*** Success! remember to REMOVE your SD card from board ***"
          echoGreen "*** Read http://tinyurl.com/qyee5k2, if the board won't boot from NAND ***"
       echo ""
       if promptyn "shutdown now?";then
           shutdown -h now
       fi
   else
       echo ""
      echoRed "*** Re-partition NAND device ${NAND_DEVICE} failed, Partition table has damaged ***"
       echo ""
      echoYellow "To fix the partition table, You can try to run cubian-nandinstall again. If the error still there, then you need to use livesuit restore a factory image first, then run cubian-nandinstall."
   fi
fi

13
Unix/Linux/FOSS / [mint] pymodbus
« on: August 15, 2014, 08:06:50 am »
sudo apt-get install python-setuptools python-dev build-essential


https://code.google.com/p/pymodbus/




14
Unix/Linux/FOSS / Re: [debian] web server (lighttpd+php5+mysql5)
« on: August 14, 2014, 11:52:34 am »
joomla



  url.rewrite-once = (
          "^images\*\.(jpg|jpeg|gif|png)" => "$0",
          "^/administrator.\*$" => "$0",
          "^/mambots.\*$" => "$0",
          "(/|\.htm|\.php|\.html|/[^.]\*)$" => "/index.php"
     )




http://redmine.lighttpd.net/projects/1/wiki/JoomlaSEO

15
Unix/Linux/FOSS / Re: [debian] web server (lighttpd+php5+mysql5)
« on: August 14, 2014, 11:49:01 am »
drupal


url.rewrite-final = (  "^/system/test/(.*)$" => "/index.php?q=system/test/$1",  "^/([^.?]*)\?(.*)$" => "/index.php?q=$1&$2",  "^/([^.?]*)$" => "/index.php?q=$1",   "^/rss.xml" => "/index.php?q=rss.xml")


https://www.drupal.org/node/43782

Pages: [1] 2 3 ... 102

* Banner

web counter
Data Recovery Software

* Google Adsense

* Google Adsense