collapse

Author Topic: หนี้ของ "น้อย โพธิ์งาม"  (Read 1630 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

NanoSoftTech

  • NanoSoftTech
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1528
    • View Profile
    • NanoSoftTech
หนี้ของ "น้อย โพธิ์งาม"
« on: August 05, 2013, 05:58:27 am »

หนี้ของ "น้อย โพธิ์งาม"


อาหารสมอง  วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th   มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1243
ปัญหาการเงินของ น้อย โพธิ์งาม ตลกหญิงน้องสาวของ เทพ โพธิ์งาม มีบทเรียนเป็นอุทาหรณ์แก่สังคมปัจจุบันที่การก่อหนี้ทั้งในระบบ และนอกระบบดูจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ในที่นี้เอามาจากบทสัมภาษณ์ คุณน้อย โพธิ์งาม ที่ปรากฏในสื่อมิได้มาจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติม หากมีบางส่วนที่เกินเลยจากความจริงก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ เพราะมิได้มีเจตนาลบหลู่ หากแต่ต้องการให้เป็นบทเรียน แต่ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่าที่เขียนทั้งหมดนี้ไม่ผิดจากความเป็นจริง
เรื่องราวของเธอก็คือ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ประมาณ 8-10 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบ เธอบอกว่าสาเหตุของการเป็นหนี้ มาจากการถูกโกงแชร์ที่เล่นกันมือละ 1.5 ล้านบาท จำนวน 40 มือ (ไม่รู้ว่าคนที่เข้าไปเล่นสวมหัวใจสิงห์หรือหัวใจแกะกันแน่) เมื่อจ่ายไปแล้ว 1.5 ล้านบาท โดยกู้ยืมเขามาจากนอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูงมาก หนี้จึงพอกพูนขึ้น เนื่องจากให้ดอกเบี้ยเขาบ้างไม่ให้บ้าง ที่ให้ก็กู้ยืมมาจากอีกแหล่งมาโปะ มันจึงพันยุ่งกันไปหมด
ปัญหาสำคัญที่ทำให้หนี้พอกพูนก็คือรายได้ไม่สม่ำเสมอ หากเล่นละครก็ยังไม่ได้เงินจนกว่าจะออนแอร์ไปแล้ว 3-4 ตอน โดยขอเบิกล่วงหน้า เล่นตลกก็ได้เงินสดและแห้ง มิได้มีเงินไหลเข้าสม่ำเสมอเหมือนเงินเดือน ระหว่างที่เงินยังไม่เข้ามาต้องกู้ยืมประทังไปก่อนจนกว่ารายได้จะเข้ามา
คุณน้อยสาบานว่าเล่นการพนันไม่เป็น เงินทั้งหมดที่กู้เขามามีสาเหตุสำคัญมาจากแชร์ครั้งแรก ยืนยันว่าเป็นคนขยันทำมาหากิน แต่ที่มีหนี้สะสมมากขนาดนี้ก็เป็นเพราะความโหดของเจ้าหนี้ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย
สื่อที่ออกข่าวเรื่องหนี้ของน้อยโพธิ์งาม ดูจะเล่นประเด็นเจ้าหนี้โหดและความน่าสงสารของสองแม่ลูกคือ คุณน้อย และญาญ่าญิ๋ง ลูกสาวคนสวยที่กำลังเป็นดาราทีวี เมื่อมีข่าวว่าเจ้าหนี้จะยอมลดดอกเบี้ย และลดความโหดลงก็เป็นข่าวฮือฮาทำนองว่า ปัญหาของครอบครัวนี้หมดไปแล้วความสุขกำลังกลับคืนมา
ผมสนใจเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร (เงิน) ที่มีจำกัด ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์ คุณน้อยเลือกที่จะเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน (กู้ยืม) จึงเกิดต้นทุนคือดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งต่างจากกรณีที่เลือกจะใช้เงินเฉพาะที่หามาได้ในปัจจุบัน และพยายามใช้ไม่หมด เก็บออมส่วนที่ไม่ได้ใช้เพื่อเอาไปใช้ในอนาคต ดังนั้น จึงได้ดอกเบี้ยมาเป็นรายได้เพิ่มเติม
ผมคิดว่าการวิเคราะห์ปัญหาการเงินของคุณน้อยเองนั้นผิดพลาด ไม่เข้าใจปัญหาตัวเองอย่างถ่องแท้ แต่กรณีหนี้คุณน้อยจะเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อนักแสดงและคนอื่นๆ ที่มิได้มีรายได้ประจำ
ผมขออาสาวิเคราะห์การเงินของคุณน้อยว่ามีสาเหตุดังต่อไปนี้
(1) การมีรายได้ชนิดไม่ประจำสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับเกษตรกร ผู้มีอาชีพอิสระ ทำให้การจัดการเรื่องเงินที่ยากอยู่แล้วยิ่งยากยิ่งขึ้น คุณน้อยเป็นนักแสดงจึงมีรายจ่ายมาก ในเรื่องการแต่งตัว และการสังคม รวมทั้งอาจต้องเลี้ยงดูจุนเจือญาติพี่น้องหรือน้องนักแสดง ดังนั้น รายจ่ายจึงทยอยมาทุกวัน แต่รายได้ไม่ได้มาทุกวัน ดังนั้นช่องห่างนี้ก็คือหนี้
(2) คุณน้อย "กินอยู่เกินฐานะ" เท่าที่ประเมินข้อมูลจากสื่อ ส่วนหนึ่งของหนี้ที่พอกพูนขึ้นมาจากการซื้อรถหรูชนิดขับแล้วหน้าบานของตนเองและลูก และใช้จ่ายเงินเพื่อความงามของตนเองและลูกไม่น้อย
(3) คุณน้อยไม่ได้บอกฐานะการเงินที่แท้จริงแก่ลูกและแก่คนอื่นๆ (ลูกน่าจะรู้แต่คงไม่รู้ว่าร้ายแรงขนาดนี้) ดังนั้น จึงใช้จ่ายอย่างเป็นปกติซึ่งก็คือมากพอดู รายได้จากลูกส่วนหนึ่งก็คงกลายเป็นรายจ่ายดอกเบี้ย และเมื่อคนอื่นก็ไม่รู้ว่าคุณน้อยลำบาก การอุดหนุนจุนเจือของคุณน้อยก็คงเป็นไปตามแบบเดิม ทั้งหมดนี้มิได้ทำให้รายจ่ายลดลง ถึงแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ตราบที่เงินต้นหนี้ไม่ลดลง ดอกเบี้ยก็ยังคงบานสะพรั่งตลอดเวลาทั้งหลับและตื่น ทบต้นกันไปมาตลอดเวลาด้วยอัตราที่สูงเพราะเป็นอัตราดอกเบี้ยนอกระบบ
(4) การจัดการเรื่องการเงินของคุณน้อยเป็นสาเหตุสำคัญ ในเบื้องแรกคือการไม่วางแผนการเงินอย่างรัดกุม เช่น ลงทุนทำธุรกิจในเรื่องที่ตนเองขาดความรู้ (คงจะล้มคว่ำหลายครั้งจนสูญเงินไปไม่น้อย) ซื้อบ้านและรถหรูจนต้องผ่อนส่งในแต่ละเดือนเป็นเงินก้อนใหญ่ มีญาติและเพื่อนขอยืมเงินและไม่ได้คืน ขาดการวางแผนการเงินว่าจะใช้จ่ายและออมเท่าใดในแต่ละงวดที่ได้เงินมา และขาดการจัดการที่ดีว่าระหว่างที่เงินไม่เข้ามาเป็นประจำ แต่รายจ่ายออกไปเป็นประจำนั้น จะทำอย่างไรกับช่วงเวลาว่างนี้ ฯลฯ
ในเบื้องท้ายเมื่อหนี้พอกพูนขึ้นมาขนาดนี้แล้วจะคิดแก้ไขปัญหาอย่างไร
ผมไม่ได้ยินคุณน้อยพูดว่าจะหลุดออกจากหนี้ก้อนนี้และวังวนนี้อย่างไร
จะประนีประนอมแปรเปลี่ยนหนี้นอกระบบเป็นในระบบเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยลง?
จะขายทรัพย์สินบางอย่างที่มีเพื่อลดเงินต้น?
จะตามทวงหนี้ค้างจากคนอื่น (หากมี) อย่างไร?
และมีแผนการอย่างไรในระยะสั้นและกลางเพื่อแก้ไขปัญหา
คุณน้อยอาจเอาเรื่องนี้มาเล่าเพื่อขอความเห็นใจจากประชาชน เป็นการตัดหน้าก่อนที่จะถูกฟ้องร้อง จากเจ้าหนี้ซึ่งจะทำให้ประชาชนลดความเอ็นดูลง
และอาจต้องการสร้างแรงกดดันเจ้าหนี้เพื่อให้ลดความโหดลง (ตามข่าวรู้สึกสำเร็จไปแล้ว)
แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องการจัดการเงินที่ดีสำหรับทุกคน
คนที่เป็นนักแสดงหรือดารานั้นว่ากันว่าในทางจิตวิทยา เป็นพวกอยู่ในโลกมายา เล่นเป็นตัวละครต่างๆ ในบทบาทต่างๆ จนบางคนสับสน ไม่รู้ว่าอะไรคือชีวิตจริงและอะไรคือชีวิตการแสดง ไทยหรือเทศเป็นเหมือนกันหมด จนมักดูมั่วไปหมดในเรื่องความรักและความสัมพันธ์ทางเพศ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินมากเพื่อรักษาหน้าตนเอง อีกทั้งประสบความเย้ายวนในการมีชีวิตหรูหรา แต่เงินไม่ได้ไหลเข้าประจำ หรือมากพอที่จะทำให้อยู่ในระดับมาตรฐานชีวิตขนาดนั้นได้ ฯลฯ ปัญหาเรื่องจัดการการเงินจึงเกิดขึ้น
ผมมั่นใจว่าเรื่อง คุณน้อย โพธิ์งาม เป็นสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่าเป็นยอดของก้อนภูเขาน้ำแข็ง กล่าวคือ ยังมีก้อนน้ำแข็งมหึมาที่มองไม่เห็นอยู่ใต้น้ำ เชื่อว่ามีดารานักแสดงอีกจำนวนมากที่มีชีวิตไม่ต่างจากคุณน้อย เบาหน่อยก็คือไม่มีหนี้ แต่มีเงินเก็บไม่มากและไม่มีความมั่นคงในชีวิตนัก
ไม่ว่าจะเป็นดาราเงินล้านยอดนิยมขนาดไหน ถ้า "อยู่กินเกินฐานะ" ของตนเอง ขาดวินัยในการใช้จ่าย และขาดการวางแผนการเงินที่ดีแล้ว รับรองได้ว่าเป็นชีวิตที่ไล่จับเงาตัวเอง
ท้ายที่สุดเมื่อไม่มีคนจ้างก็จะมานั่งเสียดายโอกาสที่ผ่านไปในชีวิต ต้องบ่นว่า "ถ้ารู้อย่างนี้..."
เครื่องเคียงอาหารสมอง
การออกสลากกินแบ่งหรือล็อตเตอรี่นั้นมิใช่ของใหม่ มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ บันทึกของฝรั่งระบุว่ามีมาตั้งแต่สมัยโรมัน เมื่อ 2-3 พันปีก่อน จักรพรรดิ Augustus และ Nero แบ่งสรรทาส และทรัพย์สินแก่ทหาร และประชาชน ด้วยล็อตเตอรี่ในช่วงตรุษฉลองต่างๆ
ล็อตเตอรี่ที่ออกในยุคใหม่ เริ่มในอิตาลีใน ค.ศ.1530 ที่เมืองฟลอเรนซ์ La Lotto de Firenze เป็นรายการแรกที่แจกเงินสดแก่ผู้ถูกรางวัล ปรากฏว่าเป็นที่นิยมจนกระจายไปทั่วอิตาลีและยุโรปในเวลาต่อมา
รัฐบาลของเมืองต่างๆ ตระหนักว่าล็อตเตอรี่เป็นแหล่งรายได้สำคัญ และตัวประสานประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว และไม่น่ารังเกียจเท่าภาษี ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้วก็คือภาษีอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็น "ภาษีสมัครใจ" ที่ "ลงโทษ" คนมีเงินน้อยหนักมือกว่าคนมีเงินแยะ
ล็อตเตอรี่ในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีตั้งแต่ตอนสงครามประกาศอิสรภาพใน ค.ศ.1776 เมื่อแรกตั้งประเทศ ล็อตเตอรี่เป็นเครื่องมือหารายได้ซื้ออาวุธ แต่เมื่อถูกต่อต้านโดยกลุ่มศาสนาที่เกลียดชังการพนัน จึงล้มเลิกไปในระดับชาติ แต่ในระดับท้องถิ่นการออกล็อตเตอรี่ กระจายตัวอย่างกว้างขวาง และมีบทบาทสำคัญ ในการหารายได้มาตั้งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ เช่น Harvard, Dartmouth, Columbia, William and Mary และ Brown
อย่างไรก็ดี การใช้ล็อตเตอรี่เป็นเครื่องมือในการหารายได้เข้ารัฐเหี่ยวเฉาไปในประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาจำนวนมาก เมื่อวิชาเศรษฐศาสตร์การคลังที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในศตวรรษที่ 20 ชี้ให้เห็นว่า การออกล็อตเตอรี่นั้นโดยแท้จริงแล้ว ก็เหมือนกับการเก็บภาษี ทุกคนที่ซื้อล็อตเตอรี่ก็คือเอาเงินใส่เข้ากองกลาง (เหมือนกับถูกเก็บภาษี แต่กรณีนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ) และมีคนถูกรางวัลจำนวนหนึ่ง คนจำนวนนี้เป็นผู้ได้ประโยชน์ไป ส่วนคนไม่ถูกรางวัลได้รับประโยชน์น้อยจากเงินที่เหลือจากรางวัลที่รัฐเอาไปทำประโยชน์ (เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาษีไปสร้างประโยชน์)
การใช้ล็อตเตอรี่หารายได้นั้นไม่ดีก็เพราะเป็นการส่งเสริมการพนัน ผู้คนไม่ได้รับประโยชน์เสมอหน้ากัน (ต่างจากภาษี) เฉพาะคนถูกรางวัลที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ที่สำคัญก็คือไม่เป็นธรรมเพราะรวยหรือไม่รวยก็จ่ายเงินซื้อล็อตเตอรี่ราคาเท่ากัน (จ่ายภาษีเป็นเงินเท่ากัน แต่เมื่อคำนวณเป็นอัตราภาษีแล้วไม่เท่ากัน คนรวยมีเงินมาก ราคาล็อตเตอรี่หารด้วยรายได้ที่สูง เป็นอัตราภาษีต่ำ แต่คนไม่รวยเมื่อหารออกมาแล้วเป็นอัตราภาษีสูง) แต่ "ถูกลงโทษ" ไม่เท่ากัน
การที่คนรวยจ่ายภาษีในอัตราต่ำ และคนไม่รวยจ่ายภาษีในอัตราสูงกว่า เขาเรียกว่าเป็นระบบอัตราภาษีถดถอย (ตรงข้ามกับอัตราภาษีก้าวหน้าที่เขาใช้ช่วยทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้น) หรือพูดอีกอย่างว่าคนไม่รวย "ถูกลงโทษ" หนักกว่า
"ล็อตเตอรี่คือภาษีคนจน" ประโยคนี้รู้จักกันดีในวงการเศรษฐศาสตร์การคลัง ล็อตเตอรี่ทำร้ายคนจน เพราะยิ่งส่งเสริมให้การกระจายรายได้เลวลง
คนโชคดีที่สุดคือคนไม่ซื้อล็อตเตอรี่ ถึงจะไม่มีวันได้รางวัลใหญ่ที่ถูกยากหนักหนาแต่ก็ไม่มีวันเสียเงิน หากได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเมื่อมีการนำเอากำไรจากล็อตเตอรี่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
น้ำจิ้มอาหารสมอง
ของที่ถูกที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นของน่าซื้อที่สุดเสมอไป
บ่อยครั้งของที่ถูกที่สุดคือของที่แพงที่สุด



http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q2/article2004june11p5.htm
« Last Edit: August 05, 2013, 06:00:33 am by NanoSoftTech »

Love like fine sand. Grasp it and it will quickly slip through your fingers. Cup it gently and it will fill the voids of your soul as sand seek ti fill the spaces in your hands.
ความรักก็เหมือนเม็ดทราย เมื่อใดที่รีบคว้ามันไว้ เม็ดทรายนั้นจะไหลออกทางร่องนิ้ว. แต่เมื่อค่อยๆประคองมันไว้ มันก็จะอยู่ในมือของคุณ และถ้าคุณทนุถนอมความรัก มันก็อยู่ในทุกช่องว่าง ในหัวใจ เช่นเดียวกับเม็ดทรายที่อยู่ในกำมือ

 


* Banner

web counter
Data Recovery Software

* Google Adsense

* Google Adsense