collapse

Author Topic: ทำไมต้อง Privatization?  (Read 1076 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

NanoSoftTech

  • NanoSoftTech
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1528
    • View Profile
    • NanoSoftTech
ทำไมต้อง Privatization?
« on: August 05, 2013, 06:39:51 am »



ทำไมต้อง Privatization?
มองมุมใหม่ : ภาวิน ศิริประภานุกูล  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 11 ธันวาคม 2545


การกระทำใดๆ ก็ตามจะดูน่าเชื่อถือ ถ้าหากผู้ที่แสดงการกระทำนั้นๆ มีจุดยืนที่มั่นคงเป็นของตนเอง และกำหนดการกระทำ ให้สอดคล้องกับจุดยืนดังกล่าว โดยจุดยืนที่พูดถึงนี้จะต้องเป็นจุดยืนที่สร้างขึ้นมาจากความหวังดี มีความชัดเจน และสามารถอธิบายได้


สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) แล้ว เรามีจุดยืนสำหรับเรื่อง Privatization เอาไว้เหมือนกัน และผมเชื่อว่า จุดยืนดังกล่าวเกิดขึ้นจากความหวังดี ชัดเจน และอธิบายได้


โดยนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ก็ตามจะสร้างประโยชน์โดยรวมสูงสุดให้กับสังคมได้ โดยการจัดสรรผ่านระบบตลาดหรือกลไกราคาที่เคลื่อนไหวเสรี ไม่มีการแทรกแซงใดๆ จากรัฐบาล


ที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจมากนัก ก็เนื่องจากว่าการมีรัฐบาลทำให้เกิดภาษี ซึ่งเป็นตัวบิดเบือนกลไกราคา โดยถ้ารัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเท่าไร ภาษีก็จะสูงขึ้น การบิดเบือนในกลไกราคาก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย


การบิดเบือนกลไกราคา จะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ถ้านาย ก ซึ่งเก่งในการตกปลาสามารถทำรายได้จากการตกปลาได้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าปลูกข้าวจะมีรายได้ 4,600 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตามถ้าเขาตกปลาเขาจะมีรายได้ถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้เขาเหลือรายได้สุทธิ 4,500 บาทต่อเดือน ดังนั้นเขาจึงหันไปปลูกข้าวหรือไม่ก็ตกปลาลดลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษี


แต่ถ้าคิดในแง่ของสังคมโดยรวมแล้ว นาย ก ควรที่จะตกปลาให้ได้ 5,000 บาทต่อเดือน เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเหลือรายได้สุทธิ 4,500 บาท แต่อีก 500 บาทนั้นรัฐบาลก็จะได้ไป ซึ่งรวมแล้วสังคมทั้งหมดก็ยังมีรายได้ 5,000 บาท แต่ถ้านาย ก หันไปปลูกข้าวแล้วสังคมโดยรวมก็จะมีรายได้เพียงแค่ 4,600 บาทต่อเดือน


รายได้ 400 บาทของสังคมที่ลดลงไปเกิดจากการที่ภาษีไปบิดเบือนกลไกรายได้ของนาย ก และชักนำให้นาย ก หันไปทำงานที่ไม่ถนัด หรือทำงาน ณ จุดที่ไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด และถ้ายิ่งมีภาษีมากขึ้นในกิจกรรมที่หลากหลายขึ้นเท่าไร ความสูญเสียของสังคมในรูปแบบนี้ก็จะมีมากขึ้นติดตามมา


นี่ยังไม่รวมไปถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีการรวมศูนย์ดังเช่นรัฐบาล และยังไม่รวมถึงปัญหาคอรัปชั่นที่จะเปิดช่องทางให้มีได้มากขึ้นถ้าหากรัฐบาลเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ มากขึ้น


กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่สามารถจัดสรรผ่านระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกเว้นกิจกรรมลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น การจัดสรรสินค้าสาธารณะ (Public Goods) หรือ สินค้าที่มี Externalities ที่ไม่สามารถจัดสรรผ่านระบบตลาดได้และต้องการการจัดสรรจากทางรัฐบาล


ดังนั้น นอกเหนือจากสินค้าในข้อยกเว้นดังกล่าวแล้ว การจัดสรรสินค้าอื่นๆ ก็ควรที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนและตลาดเป็นผู้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ได้รับการยอมรับแล้วว่า ภาคเอกชนสามารถจัดสรรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่น การปิโตรเลียม การธนาคาร การคมนาคม เป็นต้น


กิจกรรมเหล่านี้ถ้ารัฐบาลเคยดำเนินการอยู่ก็ต้องมีการ Privatization ซึ่งก็คือการปล่อยให้เอกชนเป็นผู้รับไปดำเนินการแทน โดยผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้นั้นก็คือ สังคมโดยรวมจะได้ประโยชน์สูงขึ้นจากประสิทธิภาพในระบบที่เพิ่มขึ้น


จุดยืนนี้ผมคิดว่า มีความสมเหตุสมผล เกิดขึ้นจากความหวังดี และน่าจะยึดถือนำไปเป็นแนวทางในการคิด การปฏิบัติ อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าในหลายๆ กรณีแนวคิดดีๆ ก็อาจจะกลายมาเป็นผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ในทางปฏิบัติ ถ้าหากกระบวนการเชื่อมต่อระหว่างกลางนั้นไม่โปร่งใส


นอกจากนั้นยังมีสินค้าอยู่บางประเภทที่ยังต้องถกเถียงกันต่อไปว่า จะจัดสรรผ่านภาคเอกชนหรือระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมส่วนรวมได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ต้องการอำนาจการผูกขาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรร


และจากจุดยืนของผมแล้ว Privatization ในหลากหลายกิจกรรมนั้นเหมาะสม เป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่งานหลักของพวกเราคน (รักประเทศ) ไทยก็คือจะต้องคอยตรวจสอบชนิดของกิจกรรมและกระบวนการในทางปฏิบัติภายใต้ Privatization มากกว่า


ไม่ใช่คอยแต่จะคัดค้าน Privatization ทั้งๆ ที่ก็พูดมาเสมอว่า รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร มีการคอรัปชั่นสูง เอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม ฯลฯ ... มันแสดงความไม่มีจุดยืนยังไงก็ไม่ทราบครับ






http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002dec11p1.htm

Love like fine sand. Grasp it and it will quickly slip through your fingers. Cup it gently and it will fill the voids of your soul as sand seek ti fill the spaces in your hands.
ความรักก็เหมือนเม็ดทราย เมื่อใดที่รีบคว้ามันไว้ เม็ดทรายนั้นจะไหลออกทางร่องนิ้ว. แต่เมื่อค่อยๆประคองมันไว้ มันก็จะอยู่ในมือของคุณ และถ้าคุณทนุถนอมความรัก มันก็อยู่ในทุกช่องว่าง ในหัวใจ เช่นเดียวกับเม็ดทรายที่อยู่ในกำมือ

 


* Banner

web counter
Data Recovery Software

* Google Adsense

* Google Adsense